
บิ๊กธุรกิจ เปิดสูตรพลิกเศรษฐกิจ พ้นวิกฤต‘คนป่วยแห่งเอเชีย’
ภาคธุรกิจประสานเสียง จี้รัฐบาลใหม่ผ่าตัดโครงสร้างด่วน หลังไทยติดหล่ม GDP โตต่ำ 2% จนถูกขนานนามเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” แนะระดมดรีมทีมเศรษฐกิจแก้ 4 วาระแห่งชาติ ปราบคอร์รัปชัน-แก้หนี้ครัวเรือน-ดึง FDI ลงมือจริง พร้อมชู “การตลาดนำการผลิต” สร้างแบรนด์ประเทศไทยปั๊มรายได้เข้าประเทศ
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤต "คนป่วยแห่งเอเชีย" จากการเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง แซงหน้าโดยประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า ทั้งสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือน และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
- ภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลเร่งผ่าตัดใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจ โดยชูประเด็นวาระแห่งชาติที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง การปราบปรามคอร์รัปชัน การปฏิรูปการศึกษา และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนจริง
- เรียกร้องให้มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพื่อดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องและตรงจุด เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง ยกระดับรายได้ประชาชน และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโต
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ เมื่อสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) ขนานนามประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) สะท้อนภาพการชะลอตัวอย่างรุนแรงในภาคการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว โดยมีสัญญาณอันตรายจากอัตราการเติบโตของ GDP ที่ติดกับดักระดับ 2% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เทียบไม่ได้กับอดีตในปี 2531 ที่เคยพุ่งสูงถึง 13% โดยมี 3 ปัจจัยลบฉุดรั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมสูงวัยขั้นสุด หนี้ครัวเรือนวิกฤต และขีดความสามารถถดถอย
จี้เร่งผ่าตัดใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ไทยถูกตั้งฉายาเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โตเฉลี่ยไม่เกิน 2% จนถูกเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่โตถึง 8% แซงหน้าไปแบบมองไม่เห็นฝุ่น จากเดิมไทยเคยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราตกไปอยู่อันดับ 3 โดยถูกสิงคโปร์แซงหน้า
ทั้งนี้หากไทยไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในปี 2030 (อีก 5 ปีข้างหน้า) อันดับขนาดจีดีพีไทยอาจร่วงไปอยู่ที่ 5 หรือ 6 ของภูมิภาค โดยจะเหนือแค่ลาว กัมพูชา เมียนมา และบรูไน เท่านั้น
ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจปากท้องต้องเป็นหัวใจสำคัญอันดับ 1 ของเศรษฐกิจ จึงขอเสนอไปยังรัฐบาลใหม่ว่า ทีมเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยเห็นผลงานของดรีมทีมในช่วงรัฐบาลชั่วคราว 4 เดือนที่ผ่านมาว่าได้ผลจริง ดังนั้นจึงควรเพิ่มทีมในกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้ประเทศไทยหายป่วย ลุกขึ้นมาแข็งแรง และวิ่งต่อไปได้อีกครั้ง
สำหรับปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 คือเรื่องที่มีการคาดการณ์และประมาณการเศรษฐกิจไทยโดย IMF และ World Bank ที่เห็นพ้องต้องกันว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งความท้าทายของเศรษฐกิจไทย โดย GDP ของเราอาจจะเติบโตเหลือเพียง 1.6% ซึ่งสอดคล้องกับสำนักทางด้านเศรษฐกิจไทยรวมถึงภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เห็นไปในทิศทางคล้ายกันว่า เราอาจจะเหลือการเติบโตประมาณ 1.6 - 2%
หวัง “ดรีมทีม”เศรษฐกิจให้ยาถูกโรค
4 วาระแห่งชาติดันไทยพ้นคนป่วย
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่คิดว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นคนป่วยของเอเชีย แต่แค่มีอาการ “ช็อก” หรือ “ชา”ไปบ้างชั่วคราว แม้ GDP จะโตไม่สูงนัก แต่ระดับ 2.4% ในปีที่ผ่านมาก็ถือว่ายังพอไปได้ ซึ่งขอให้ใจเย็นๆ และค่อยๆ แก้ไขตามกรอบกฎหมายและต้องเร่งแก้ไขปัญหาใน 4 เรื่องที่ต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ หากแก้ไขหรือปรับโครงสร้างพื้นฐานได้ เศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง
โดยทั้ง 4 เรื่องได้แก่ 1. เสถียรภาพทางการเมือง เราขาดรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากที่มั่นคงพอจะผลักดันยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ จึงต้องการคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถจริงในแต่ละกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก2. การปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากระบบการศึกษาปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ต้องปรับโจทย์ใหม่เพื่อให้บุคลากรที่จบออกมาสามารถทำงานได้จริง
3. การปราบปรามคอร์รัปชัน ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ GDP ไทยหายไปอย่างน้อย 2% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และอันดับคอร์รัปชันของไทยแย่ลงมาอยู่ที่อันดับ 116 ของโลกในปีที่ผ่านมาจาก 182 ประเทศ ซึ่งต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าการคอร์รัปชันคือสิ่งผิด และรัฐบาลต้องเป็นหัวหอกร่วมกับเอกชน ปปช. และ ปปท. เพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และ 4.การจัดการเงินทุนสีเทา ต้องกำจัดเงินทุนเหล่านี้ออกไป เพราะในแต่ละปีได้สูบฉีดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องไปมหาศาล
“เศรษฐา” แนะ “ประกาศลงทุน” ไปสู่ “ลงมือจริง”
นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ไทยยังมีศักยภาพและเป็นจุดหมายการลงทุนที่ต่างชาติสนใจ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านสะท้อนว่าประเทศต้องเร่งแก้ “คอขวด” โดยเฉพาะ ความง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และความชัดเจนเชิงนโยบาย เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้เปลี่ยนจาก “ประกาศลงทุน” ไปสู่ “ลงมือจริง”
ในมุมความเสี่ยงปี 2569 มี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความล่าช้าในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ธุรกิจ และปัญหาคอร์รัปชันที่บั่นทอนความเชื่อมั่น พร้อมเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งเจรจาประเด็นภาษีการค้ากับสหรัฐให้ชัดเจน หลังมีความผันผวนจากนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแม้อัตราใหม่ 10–15% ต่ำกว่าฐานเดิมราว 19% แต่ “รายละเอียด” ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
แสนสิริ กระจายเสี่ยงตั้งกองทุน 1,000 ล้าน
ด้าน นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่าการที่ไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย มีรากจากเศรษฐกิจที่เติบโตช้าต่อเนื่องหลายปี และโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน เขาเรียกร้องให้รัฐกลับมาให้ความสำคัญกับภาคอสังหาริมทรัพย์ในฐานะกลไกสำคัญของจีดีพี ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 15–20%
ปัญหาเร่งด่วนของตลาดที่อยู่อาศัยวันนี้ คือ การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้นจากรายได้ประชาชนไม่โตตามภาระหนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อหดตัวในหลายเซ็กเมนต์ แม้ตลาดบนยังพอประคองได้จากผู้ซื้อเงินสดบางส่วน แต่ความเชื่อมั่นโดยรวมยังไม่ฟื้นเต็มที่ ขณะที่ดอกเบี้ยระดับสูงและส่วนต่างดอกเบี้ย (Spread) ยังเป็นภาระต้นทุน
แสนสิริจึงตั้งกองทุน Strategic Investment วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อกระจายความเสี่ยงไปธุรกิจใหม่ ทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาฯ และธุรกิจที่เสริมฐานลูกค้ากว่า 1–2 แสนรายในพอร์ต โดยหวังสร้าง New S-curve และเสริมรายได้ระยะยาว ท่ามกลางบริบทตลาดที่ผันผวน
เสนาฯ จี้รัฐเร่งยกระดับรายได้ประชาชน -ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ด้าน ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ระบุว่าต้นตอภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น ทั้งผลิตภาพแรงงานที่ไม่เพิ่มขึ้นตามต้นทุน ความสามารถแข่งขันที่ไม่อัปเดต โครงสร้างพื้นฐานล่าช้า และระดับความโปร่งใสที่ยังเป็นคำถาม ซึ่งต้องการการแก้ต้องเป็นมาตรการระยะยาว ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้น
ในมุมตลาดอสังหาริมทรัพย์เธอระบุว่าปัญหาสินเชื่อยังเป็นแรงกดดันหลัก อัตราปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูงและเริ่มลามทุกเซ็กเมนต์ ไม่เฉพาะกลุ่มล่าง เพราะผู้ซื้อจำนวนมากเป็นเจ้าของธุรกิจหรือแรงงานที่รายได้ผันผวน ทำให้โจทย์ของผู้ประกอบการไม่ใช่แค่ “ขายได้หรือไม่” แต่คือ “โอนได้หรือไม่”
ดร.เกษรา เห็นว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้นช่วยประคองตลาดได้บางส่วน แต่หากรัฐไม่เร่งยกระดับรายได้ประชาชนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระจายเศรษฐกิจ ภาพผู้ป่วยแห่งเอเชียอาจยืดเยื้อ และกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตระยะยาวของทั้งภาคอสังหาฯ และเศรษฐกิจไทยโดยรวม
เสถียรภาพการเมืองคือปัจจัยหลักฟื้นความเชื่อมั่น
ด้าน นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มองว่า ภาพ “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ของไทยเป็นผลสะสมจากวิกฤตโควิด หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐจากความผันผวนทางการเมืองอย่างไรก็ตามประเมินว่าเศรษฐกิจไทย “ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว” และกำลังอยู่ในช่วงฟื้นไข้ โดยทิศทางจากนี้จะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพรัฐบาลชุดใหม่ และความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจัง
“หากรัฐบาลสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมือง พร้อมเร่งกระจายเม็ดเงินสู่ฐานราก เศรษฐกิจอาจขยับจีดีพีแตะ 3% ตามที่มีการประเมินล่าสุด จากเดิมราว 1.5% แต่หากจะยกระดับสู่ 4–5% จำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีและไอที เพื่อสร้างผลิตภาพใหม่ ไม่ใช่พึ่งแรงงานแบบเดิม”
สอดคล้องกับ นายวรเดช รุกขพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ ที่มองว่าเสถียรภาพการเมืองคือปัจจัยหลักฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมเตือนว่าหากผลเลือกตั้งหรือกระบวนการรับรองมีปัญหา อาจฉุดเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะชะลออีกครั้ง ในประเด็นคอร์รัปชัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ระยะยาว แต่ในจังหวะปัจจุบัน ภาครัฐควรเร่งแก้ปัญหาปากท้องและรายได้ประชาชนก่อน เพื่อสร้างแรงหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
แนะสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” บนเวทีโลก
ด้านดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่โลก “ฉลาดล้ำ” จากพัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันก็มีความผันผวนสูง เศรษฐกิจไทยจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นหรือแนวนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว หากต้องเดินหน้าควบคู่ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง
แม้เสถียรภาพทางการเมืองที่ต่อเนื่องภายหลังการเลือกตั้งจะช่วยประคับประคองความเชื่อมั่น โดยเห็นสัญญาณบวกในภาคตลาดทุนและบรรยากาศการลงทุนที่ปรับดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมีทิศทางการปฏิรูปที่ชัดเจน โดยเฉพาะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โจทย์สำคัญของไทยคือการหลุดพ้นจากกับดักการเป็นฐานการผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ในบริบทที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังแรงงานลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านรุนแรงขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจจึงต้องมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว การเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ขยายฐานการผลิตหรือเครือข่ายธุรกิจสู่ต่างประเทศใกล้ตลาดเป้าหมาย เป็นแนวทางสำคัญในการเสริมศักยภาพระยะยาว
ควบคู่กันนั้น การส่งเสริมการรวมกลุ่มธุรกิจในลักษณะคลัสเตอร์ จะช่วยเพิ่มพลังการแข่งขันทั้งด้านนวัตกรรม การวิจัยพัฒนา และการต่อรองในตลาดโลก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวควรถูกยกระดับจากเครื่องยนต์ระยะสั้น ไปสู่กลไกสร้างรายได้คุณภาพ เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อดึงเม็ดเงินจากกลุ่มกำลังซื้อสูง
อีกหนึ่งประเด็นเชิงยุทธศาสตร์คือการสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” หรือ Nation Branding ให้ชัดเจนในเวทีโลก ว่าไทยมีจุดแข็งด้านใด และยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่มูลค่าโลก แนวคิด
“การตลาดนำการผลิต” จึงถูกเสนอให้เป็นทิศทางหลัก โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการของตลาดโลก แล้วจึงออกแบบการผลิต การลงทุน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับ ไม่ใช่ผลิตก่อนแล้วจึงหาตลาดรองรับภายหลัง






