thansettakij
thansettakij
'เอกนิติ' ชู 3 ธนูลงทุน ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ดันจีดีพีโตแกร่งใน 4 ปี

'เอกนิติ' ชู 3 ธนูลงทุน ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ดันจีดีพีโตแกร่งใน 4 ปี

24 ก.พ. 2569 | 08:07 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 2569 | 08:19 น.

'เอกนิติ' เผยไทยเจอ 3 มรสุมเศรษฐกิจ เครื่องยนต์ไม่สมดุล เร่งปรับโครงสร้างผ่านธนู 3 ลูกดอกการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ กฎหมาย ดันจีดีพีโตแกร่งใน 4 ปี

KEY

POINTS

  • นายเอกนิติเสนอ "ยุทธศาสตร์ธนู 3 ดอก" เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 3 ด้าน ตั้งเป้าผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งใน 4 ปี
  • ธนูดอกที่ 1 คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเน้นดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่และพลังงานสะอาด
  • ธนูดอกที่ 2 มุ่งลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่
  • ธนูดอกที่ 3 คือการปฏิรูปกฎหมายเพื่อการลงทุน (Omnibus Law) เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 69“ ภายในงานสัมมนา “Posttoday Thailand Economic Drives 2026” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ วันที่ 24 ก.พ.2569 ว่า

ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน รัฐบาลเผชิญกับตัวเลขเศรษฐกิจที่วิกฤตหนัก โดยสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ว่าไตรมาส 4 ของปี 2568 จะเติบโตเพียง 0.3% จึงได้มีการผลักดันนโยบาย Quick Big Win เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นให้ฟื้นตัวได้ทันที ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยเศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ที่ 1.8%

หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือ การกระตุ้นที่เน้นการกระจายตัวแบบ Inclusive Growth เช่น โครงการ "คนละครึ่ง Plus" ที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานรากในต่างจังหวัด โดยมียอดการใช้จ่ายสูงสุดในจังหวัดที่น่าสนใจอย่างหนองบัวลำภูและจันทบุรี ขณะที่การลงทุนภาครัฐเติบโตถึง 13% ซึ่งถือเป็นพระเอกหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว 

เปิด 3 มรสุมใหญ่ ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ปี 69

อย่างไรก็ตาม แม้จะพ้นขีดอันตรายจาก "ห้อง ICU" แล้ว แต่ไทยยังจำเป็นต้อง "ออกกำลังกายและกินวิตามิน" เพื่อให้กลับมาแข็งแรงและแข่งขันได้ในระดับสากล และแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะดีขึ้น แต่ไทยยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ "มรสุม 3 ลูก" ที่กำลังตั้งเค้าในปี 2569 ได้แก่

มรสุมลูกที่ 1 สงครามภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ 

มรสุมลูกแรกเกิดจากการที่ความขัดแย้งทางการเมืองโลกถูกนำมาผสมผสานกับเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างแยกไม่ออก โดยประเทศมหาอำนาจเริ่มใช้เครื่องมือทางภาษี (Tariff) และค่าธรรมเนียมต่างๆ มาเป็นอาวุธทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น นโยบายภาษีสหรัฐ ความผันผวนนี้ส่งผลให้ไทยต้องตั้งรับอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางนโยบายการค้าโลกอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้า-ส่งออกของไทยโดยตรง 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

มรสุมลูกที่ 2 วิกฤตภัยธรรมชาติและภาวะโลกร้อน

ปัญหาโลกร้อน ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางการคลังที่สำคัญ โดยในปีที่ผ่านมา รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนหลายหมื่นล้านบาทเพื่อเยียวยาและจัดการกับปัญหาน้ำท่วม และในปี 2569 มีแนวโน้มจะเผชิญกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น มรสุมลูกนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาคการเกษตรและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ยังเป็นภาระงบประมาณมหาศาลที่รัฐต้องจ่ายไปกับการเยียวยาแทนการลงทุนเพื่ออนาคต 

มรสุมลูกที่ 3 ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

มรสุมลูกที่ใหญ่ที่สุดคือความอ่อนแอจากภายในที่สะสมมานานกว่า 20 ปี ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ 

  • ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนให้ไม่เติบโตเท่าที่ควร
  • สังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปทำให้รายได้จากการทำงานหายไปหลังเกษียณ ส่งผลต่อกำลังซื้อในภาพรวม
  • การลงทุนที่หดตัว สัดส่วนการลงทุนรวมของไทยลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยสูงถึง 40% ของ GDP ในช่วงก่อนปี 2540 ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 23% ของ GDP เท่านั้น 
  • การพึ่งพาต่างชาติสูงเกินไป เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยขาดความสมดุล โดยต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้า 60% และบริการ/ท่องเที่ยวอีก 10% รวมเป็น 70% ของ GDP

"เพราะเราพึ่งพาการส่งออก และนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวนหรือนักท่องเที่ยวบางสัญชาติหายไป เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบทันที"นายเอกนิติกล่าว

ยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” หนุนเศรษฐกิจไทยโตแกร่ง

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากมรสุมดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่สมดุล ฉะนั้น เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนั้น ต้องใช้ยุทธศาสตร์ธนู 3 ดอก เพื่อก้าวสู่ Big Win สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจในอีก 4 ปีข้างหน้า ได้แก่ 

ดอกที่ 1 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว

โดยการลงทุนที่สำคัญ คือ ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น Smart Agriculture, Food Processing (โดยเฉพาะอาหารสัตว์เกรดพรีเมียม), Smart Electronics และ EV ] โดยในปีที่ผ่านมามีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าจะผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงถึง 9.7 แสนล้านบาทในปี 2569

นอกจากนี้จะเน้นพลังงานสะอาด (Clean Energy) เช่น โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ และการเปิดเสรี PPA เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนระดับโลก

ดอกที่ 2 การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 

โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลปฏิรูปการศึกษาผ่านโครงการ "Skill Bridge" โดยให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรและฝึกอบรมครูและนักเรียน โดยใช้ AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้เงื่อนไขรับเด็กเข้าทำงานด้วย รวมถึงการนำ AI ไปใช้ในระดับฐานรากผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่ออัปเกรดทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่

ดอกที่ 3 การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการลงทุน (Omnibus Law) 

มีแนวคิดที่จะเดินหน้ากฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) เพื่อลดขั้นตอนที่ซับซ้อนของการอนุมัติโรงงานและการลงทุน จากเดิมที่ต้องผ่านหลายหน่วยงานและใช้เวลานานเกือบ 2 ปี ให้เหลือเพียง Fast Track เดียว พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบวีซ่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง (High-skill Labor) ไม่ต้องรายงานตัวทุก 90 วัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ 

“การลงทุนด้านกฎหมาย ซึ่งสามารถปลดล็อกทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งหากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำตามแผนนี้ ภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยจะกลับมาแข็งแกร่งและไม่เป็นคนป่วยของเอเชียอีกต่อไป” นายเอกนิติกล่าว