

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จบลงด้วยชัยชนะอย่างถล่มทลายของ พรรคภูมิใจไทย ที่กวาดที่นั่ง สส. ไปได้ถึง 193 ที่นั่ง (ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ) กลายเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
“ฐานเศรษฐกิจ”เจาะลึกวิสัยทัศน์และการทำงานของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับภารกิจปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านนโยบาย “ยา 10 เม็ด” หรือ 10 Plus ที่มุ่งเน้นทั้งการกระจายรายได้สู่คนตัวเล็ก
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รักษาระดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมกลยุทธ์การทำงานเชิงรุกด้วยทีมที่ปรึกษาจากภาคเอกชน เพื่อทลายกำแพงระบบราชการ
ไร้เงา‘รมช.’ดึงเอกชนเสริมทีม
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงโมเดลการทำงานว่า จะเน้นความรวดเร็วและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ จึงจะกำกับดูแลกระทรวงการคลังเอง โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) เพราะไม่ต้องการให้มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่จะมีทีมงานที่เป็นคนจากภาคเอกชนและนักวิชาการเข้ามาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแทน
ทั้งนี้ได้ดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในทีมงาน เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของกระทรวงการคลังให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะรู้เรื่องระบบราชการดีอยู่แล้ว
ทีมงานรุ่นใหม่จะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การสื่อสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศ และหลายคนเคยทำงานร่วมกันตั้งแต่กรมสรรพากรร่วมพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีและต่อเนื่องมายังกรมสรรพสามิตที่มีการปรับให้กรม ESG
ดังนั้น การทำงานจึงเน้นการออกนโยบายเชิงรุกที่มีความถี่สูงและมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการใช้โจทย์ของประเทศเป็นตัวตั้ง แทนที่จะยึดติดกับขั้นตอนทางธุรการแบบเดิม ทำให้สามารถจัดการปัญหาที่ “นอกเหนือจากตำราเศรษฐศาสตร์” แต่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจจริงได้ดีขึ้น
โดยจะเห็นว่า การสปีดงานตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้นโยบาย “5 เสาหลัก 1 ฐานล่าง” มีความคืบหน้าไปเกือบ 100% อย่างโครงการที่พร้อมขับเคลื่อนทันทีคือ คนละครึ่ง พลัส ที่สามารถผลักดันให้ตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 4ปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 2.5% ทำให้ทั้งปีขยายตัวได้ 2.2% จากที่ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)มองว่าจะขยายตัวเพีง 1.8%
อย่างไรก็ตาม มีเพียงโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล(TISA) เท่านั้นที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากติดช่วงยุบสภาพอดี ซึ่ง TISA จะเป็นเครื่องมือใหม่ในการออมเงินเพื่อการเกษียณทดแทน LTF ที่เคยประสบปัญหา โดย TISA จะให้ความอิสระในการเลือกลงทุน ทั้งหุ้น รายตัว และพันธบัตร ตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้
หลักการสำคัญคือ การจูงใจให้คนระดับกลางที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีหันมาออมมากขึ้น โดยให้สิทธิหักลดหย่อนได้ 1.3 เท่าของเงินลงทุน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า มีการสื่อสารที่ผิดพลาดเกี่ยวกับเพดานลดหย่อน 800,000 บาท ซึ่งคนไม่รู้ว่า ตามแผนเดิม การลดหย่อนภาษีจะทยอยลดลงจาก 800,000 บาท เหลือ 600,000 บาทในปีนี้ และจะเหลือเพียง 500,000 บาทในอีก 3 ปีข้างหน้า จึงเสนอให้คงเพดานไว้ที่ 800,000 บาทเป็นการถาวร เพื่อไม่ให้ต้องมีการต่อรองกันทุกปี
คนกลับไปโฟกัสที่ตัวเลขลดหย่อนภาษี 0.7 เท่า ทำให้ไม่ถูกใจคนจำนวนมาก และจำเป็นต้องนำมาปรับรายละเอียดกันใหม่ และยังมีความพยายามผลักดันกองทุน Thai ESG โดยขอ “แต้มต่อ” ให้หักลดหย่อนได้ 1.2 เท่า เพื่อจูงใจนักลงทุน
ปี 69 ดันเงินลงทุน 1.1 ล้านล้าน
ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า หากสามารถผลักดันการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากงบลงทุนที่ยังค้างอยู่อีกหลายแสนล้านบาท จะทำให้ปีนี้จะกลายเป็น “ปีแห่งการลงทุน” อย่างแท้จริง โดยปัจจุบันได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ตรวจสอบและปลดล็อกการลงทุนทุกรายการ
ทั้งนี้ภาพรวมคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (Application) มีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท แต่ตัวที่พร้อมลงทุนจริงมีประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 3 เดือนแรกมีการลงทุนไปเพียงไม่ถึง 100,000 ล้านบาท จึงเหลืออีกกว่า 400,000 ล้านบาทที่จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นภายในปีนี้
ดังนั้น ปีนี้จึงตั้งเป้าหมายระดมเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 1.1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเม็ดเงินลงทุนมาจาก 3 แหล่งหลักคือ การลงทุนจากภาคเอกชนผ่านคำขอส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่มีมูลค่าพร้อมลงทุนจริงกว่า 500,000 ล้านบาท งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% ของการลงทุนภาครัฐทั้งหมดหรือประมาณ 300,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือมาจากงบประมาณรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริงนั้น ยังมีอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งปลดล็อก โดยเฉพาะเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอย่าง “ไฟฟ้า” ที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center รวมถึงอุปสรรคด้านที่ดินและแรงงาน
“ตัวเลขการลงทุนรวมปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 8.1% นั้น เพราะทีมงานลงไปตรวจสอบหน้างานด้วยตนเองและผลักดันขั้นตอนการออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน จนครม. มีมติยกเว้นการใช้บัตรชมพูชั่วคราวสำหรับกลุ่ม BOI และกลับไปใช้ระบบ Digital Work Permit ที่รวดเร็วกว่า เพื่อให้เป้าหมายการตรวจลงตราวีซ่าเพิ่มจาก 200 คน เป็น 500 คนต่อวัน”
เดินหน้า10พลัส ดันจีดีพี 3%พลัส
สำหรับนโยบาย 10 พลัส เพื่อผลักดันจีดีพีให้ได้ 3% พลัส นั้น ดร.เอกนิติกล่าวว่า นโยบาย “10 Plus” หรือยา 10 เม็ดเพื่อรักษาเศรษฐกิจไทย โดยแบ่งเป็น 5 เม็ดแรกเพื่อกระจายรายได้สู่คนตัวเล็ก ได้แก่ กลุ่มมนุษย์เงินเดือน, กลุ่มสูงวัย Plus, กลุ่ม SME Made in Thailand Plus, กลุ่มเศรษฐกิจชุมชน และการศึกษาที่เท่าเทียมผ่านการเรียนรู้ออนไลน์
ส่วนอีก 5 เม็ดหลังมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ประกอบด้วย การลงทุน, เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), เทคโนโลยี AI, การค้า (Trade Plus) และการปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกการทำธุรกิจ (Thailand Plus)
ขณะที่การสานต่อโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” นั้น หากงบประมาณปี 69 เหลือไม่มาก อาจปรับรูปแบบใหม่ที่เน้นการเพิ่มผลกระตุ้นทางเศรษฐกิจ เช่น กำหนดเพดานการใช้จ่ายขั้นต่ำ 50 บาทตามโมเดลของจีน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนได้ดีขึ้น ควบคู่กับการฝึกทักษะการขายออนไลน์ให้กับร้านค้า ซึ่งข้อมูลพบว่า เพิ่มรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้าได้เฉลี่ยถึง 49 เท่า
ย้ำรักษาวินัยการคลังขั้นสุด
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ดร.เอกนิติ ระบุว่า ทุกอย่างได้มีการเตรียมพร้อมไว้แล้ว ความรวดเร็วในการเบิกจ่ายจะขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาล หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือนเมษายน การทำงานก็อาจจะไม่ล่าช้าหรือดีเลย์เพียงเล็กน้อย
หากลากยาวไปถึงเดือนพฤษภาคม กระบวนการงบประมาณจะล่าช้าออกไป 1-2 เดือน ซึ่งระหว่างที่รองบประมาณ จำเป็นต้องใช้ส่วนอื่นมาขับเคลื่อนไปก่อน ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานส่งคำขอไปล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนมีการยุบสภาแล้ว
สำหรับงบลงทุนในปี 2570 ดร.เอกนิติมีแนวคิดที่จะลดภาระงบประมาณปกติที่ติดเงื่อนไขเรื่องเงินกู้ โดยจะหันไปใช้เม็ดเงินจาก Thailand Future Fund (TFF) ให้มากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) และเงินลงทุนจากภายนอก
ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลใหม่เริ่มทำงานและแถลงนโยบายเสร็จ จะมีการทบทวนแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของพรรค ซึ่งกระบวนการนี้สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดภายในได้ แม้ว่าจะมีแผนการคลังจะเป็นกรอบที่ล็อคไว้ ที่ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเป็นสิ่งที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจ้องมองอยู่
ประเด็นสำคัญที่ ดร.เอกนิติ เน้นย้ำคือ การรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่า จะไม่ขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% ของ GDP เนื่องจากตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศมาโดยตลอด แม้จะมีนักวิชาการบางส่วนกังวลว่า มีสิทธิ์จะทะลุเกินกรอบ แต่จะพยายามใช้ความสามารถเต็มที่ในการควบคุม โดยเชื่อว่า หาก GDP โตขึ้น สัดส่วนหนี้ก็จะลดลงเอง
ขณะเดียวกัน ก่อนที่จะมีการยุบสภายังมีการปฏิรูป มาตรา 28 ของกฎหมายการคลัง ที่เกี่ยวข้องกับธนาคารรัฐ ซึ่งได้ผลักดันจนมีการออกมติ ครม. และบรรจุไว้ในแผนการคลังว่า ห้ามนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในลักษณะการแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีการประเมินความคุ้มค่าและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารเงินแผ่นดิน
นอกจากนั้น การประกาศที่จะไม่ทำนโยบายประชานิยม ยังทำให้ได้รับเชื่อมั่นและยอมรับจากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ความน่าเชื่อถือของไทยยังอยู่ในระดับที่ดี เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ที่ใช้นโยบายประชานิยม เช่น ลดภาษีเพื่อกระตุ้นการเบิกจ่ายอย่างหนัก ส่งผลให้หุ้นตกและนักลงทุนเริ่มกังวล
ขณะที่หุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนเชื่อมั่นว่า ไทยจะดำเนินนโยบายการคลังแบบพุ่งเป้าและไม่สุรุ่ยสุร่าย ซึ่งการจะรักษาเรตติ้งของประเทศไว้ได้ ต้องหลีกเลี่ยงการขยับกรอบการเงินการคลังแบบสุ่มสี่สุมห้า เพราะเสี่ยงต่อการถูกดาวน์เกรด
สำหรับประเด็นที่ท้าทายที่สุดประเด็นหนึ่งคือ การจัดเก็บรายได้ผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่ง ดร.เอกนิติได้ทดลองใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการร่างกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อลดกระแสต่อต้าน
ซึ่ง AI ได้เสนอแนวทาง “Give and Take” โดยระบุว่า หากจะขึ้น VAT ต้องมีการคืนกลับที่ชัดเจน เช่น นำรายได้ส่วนเพิ่มไปสมทบในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเบี้ยผู้สูงอายุ รวมถึงการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในขั้นบันไดแรกๆ เพื่อชดเชยภาระค่าครองชีพ
ท้ายที่สุด ดร.เอกนิติได้กล่าวถึงแนวคิด Negative Income Tax (NIT) ว่า เป็นระบบที่น่าสนใจในเชิงทฤษฎี แต่ในภาคปฏิบัติของไทยยังทำได้ยาก เนื่องจากขาดข้อมูลรายได้จากบุคคลที่สามที่จะมาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
หากเริ่มใช้โดยไม่มีระบบตรวจสอบที่ดีจะทำให้เกิด “ขยะข้อมูล” จำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่กรมสรรพากร การจะไปสู่จุดนั้นจึงต้องเริ่มจากการแก้ไขประมวลรัษฎากรและสร้างฐานข้อมูลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์เสียก่อน
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,176 วันที่ 19 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569