
หอการค้าไทย มองเกมภาษีทรัมป์ 15% ยังต่อรองได้ โอกาสไทยพลิกเกมเจรจา
หอการค้าไทย ระบุ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นภาษี 15% ยังต้องผ่านสภาคองเกรส ไทยควรเร่งเจรจารายหมวด ใช้จุดแข็งนำเข้าสินค้าเกษตร-พลังงานต่อรอง พร้อมเตือน 5 ความเสี่ยงใหญ่ที่ฉุดเศรษฐกิจ หากไม่เร่งแก้ไขด่วน
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนมองว่านโยบายภาษี 15% ของทรัมป์ยังต้องผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าไปเจรจาต่อรองได้
- เสนอให้ภาครัฐใช้วิธีเจรจาเป็นรายหมวดสินค้าแทนการตกลงภาพรวม เพื่อลดผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร และประมง
- ไทยมีข้อได้เปรียบในการใช้สถานะผู้นำเข้าสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯ เป็นอำนาจต่อรองเพื่อขอยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศใช้อัตราภาษี 15% กับประเทศคู่ค้า ว่า ถือเป็นสัญญาณบวกต่อคู่ค้าทั่วโลกรวมถึงไทย แม้จะมีการประกาศใช้ภาษีในระดับ 15% ภายในระยะเวลา 150 วัน แต่กระบวนการดังกล่าวยังต้องผ่านการกลั่นกรองจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้มีการเจรจา และการต่อรองเชิงเทคนิค
ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลเพื่อแก้ต่าง ในรายประเด็น โดยเฉพาะภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 232 ที่ครอบคลุมเรื่องความมั่นคง ลิขสิทธิ์ทางปัญญา และการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งภาครัฐควรใช้วิธีการเจรจารายหมวดสินค้าแทนการตกลงแบบภาพรวม เพื่อลดผลกระทบกระเทือน
โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิดจากสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปศุสัตว์ และพลังงาน ไทยควรใช้จุดนี้เป็นอำนาจต่อรองเพื่อขอยกเว้นภาษี ขณะที่หมวดสินค้าส่งออกสำคัญของไทยเสนอให้กลับไปใช้ระดับภาษีปกติ เนื่องจากหากมีการตั้งกำแพงภาษีสูงเกินไป จะส่งผลเสียต่อค่าครองชีพของประชาชนในทั้งสองประเทศ
"เราขอสนับสนุนแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ในการเดินหน้าเจรจาการค้าต่อเนื่อง โดยย้ำว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ ควรแยกออกจากประเด็นภาษีที่เป็นนโยบายเฉพาะกาล เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้ายั่งยืน" ดร.พจน์ ระบุ
ดร.พจน์ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทยที่ต้องจับตาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มีอยู่ 5 เรื่อง ได้แก่
1. เสถียรภาพทางการเมือง การเมืองที่ขาดความนิ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางนโยบายยุทธศาสตร์ระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องมีเสถียรภาพและเสียงข้างมากที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ หากรัฐบาลมีความสั่นคลอน การเบิกจ่ายงบประมาณและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจะหยุดชะงัก
2. ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ไทยกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของขั้วอำนาจโลก การแก้ปัญหาด้วยกรอบความคิดเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป คณะรัฐมนตรีต้องประกอบด้วยผู้มีองค์ความรู้เท่าทันสถานการณ์โลก เพื่อปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจให้สอดรับกับการย้ายฐานการผลิตและการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก
3. วาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการ ไทยต้องเผชิญกับวาระสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่
- การปฏิรูปการศึกษา ปัจจุบันทักษะของแรงงานไทยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก จำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงจุด
- หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมายที่โปร่งใสและเป็นธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน
- การปราบปรามคอร์รัปชัน ไทยสูญเสียเงินจากคอร์รัปชันสูงถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 2% ของ GDP การที่อันดับดัชนีคอร์รัปชันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณอันตราย รัฐบาลต้องเป็นแกนนำในการปลูกฝังค่า
4. ธุรกิจสีเทา ปัญหาทุนสีเทาที่แฝงตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจกำลังดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลต้องมีมาตรการกวาดล้างและดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ขึ้นมาอยู่บนดินเพื่อการตรวจสอบและจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง
5. นโยบายประชานิยมที่สร้างผลิตภาพ ไม่ปฏิเสธนโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น แต่รัฐบาลต้องมีแผนการจัดหารายได้ที่ชัดเจนควบคู่กันไป สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนเงินสงเคราะห์ ให้เป็นเงินทุนเพื่อต่อยอดเพื่อให้ประชาชนนำไปใช้สร้างอาชีพและเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่าการใช้สอยเพียงครั้งเดียว

