
หอการค้าไทยชี้ สหรัฐฯเก็บภาษี 15% กดดันต้นทุน-ค่าเงินผันผวน
'ดร.พจน์' หอการค้าไทย ชี้สหรัฐฯ ขยับภาษี 15% แม้ชั่วคราว 150 วัน เสี่ยงกดต้นทุน-ค่าเงินผันผวน กระทบความสามารถแข่งขันผู้ส่งออกไทย เร่งรัฐเดินเกมเจรจาด่วน
KEY
POINTS
- หอการค้าไทยชี้ว่านโยบายภาษี 15% ของสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนแก่ผู้ส่งออกไทยโดยตรง และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ
- สถานการณ์ภาษีและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีความเสี่ยงที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมผลกระทบต่อภาคการส่งออก
- ผู้ประกอบการไทยเผชิญความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของกฎระเบียบ ทำให้วางแผนธุรกิจระยะยาวได้ยาก และอาจเกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์นโยบายภาษีของสหรัฐฯ หลังศาลคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯว่า เกมภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด แม้มาตรการเดิมบางส่วนจะถูกยกเลิก แต่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มใช้เครื่องมือทางภาษีในรูปแบบใหม่เพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของตัวเอง
“การประกาศปรับอัตราภาษีเป็น 15% ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรการภาษีจะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย” ดร.พจน์กล่าว
ทั้งนี้ อีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยสถานการณ์นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หากต้องคืนภาษีที่เก็บมาจริง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์
ดร.พจน์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยังใช้สกุลเงินดอลลาร์ เป็นหลัก
“หากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น จะยิ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มี margin ต่ำ จึงจำเป็นต้องติดตามทิศทางค่าเงินควบคู่กับมาตรการภาษีอย่างใกล้ชิด” ดร.พจน์กล่าว
นอกจากนี้ ทางหอการค้าไทยเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ความเสี่ยงด้านต้นทุนและความสามารถแข่งขันของการส่งออก อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และกระทบต่อความสามารถแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม
2. ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและการวางแผนธุรกิจการเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลต่อการทำสัญญา การลงทุน และการวางแผนระยะยาวของผู้ประกอบการ ซึ่่งตอนนึ้ ขึ้นเป็น 15% ใช้ได้แค่ 150 วันเท่านั้น ดังนั้นจะกระทบต่อการวางแผน
3. การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกมาตรการภาษีมีแนวโน้มเร่งการย้ายฐานการผลิตและการปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศไทย แต่กระทบต่อทุกประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้านนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้น ภาครัฐไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก
โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเจรจาการค้า รวมถึง สถานทูตไทย กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย
“ประเทศไทยควรเร่งเดินเกมการเจรจาการค้า สร้างความชัดเจนของมาตรการ และผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับเพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว
ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านข้อมูลเชิงลึกจากภาคธุรกิจ ผลกระทบรายอุตสาหกรรม และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อใช้ประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและสะท้อนสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการไทย
“หอการค้าไทยพร้อมเป็นกลไกสนับสนุนข้อมูล ข้อเสนอ และการประสานเสียงจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถเดินหน้าเจรจาการค้าได้อย่างมีข้อมูลรอบด้านและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” ดร.พจน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยมองว่า แม้ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทในฐานะฐานการผลิตทางเลือกและศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค หากสามารถเสริมความชัดเจนด้านกติกาการค้าและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจได้
“โลกการค้าอยู่ในช่วงปรับสมดุล ไทยควรใช้จังหวะนี้ในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ และเดินหน้าการทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสในการเติบโตระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว

