
อนุผลิตฯ นบข.ถกเงินช่วยชาวนา เปลี่ยนไร่ละพัน เป็น ‘ตันละพัน’ ลดงบรัฐ 2.3 หมื่นล้าน
ข่าวดี อนุผลิตฯ นบข.เตรียมถกมาตรการช่วยชาวนาปี 69/70 วันที่ 3 ส.ค. นี้ ลุ้นเงินสนับสนุนไร่ละ 1,000-2,000 บาท ด้านสมาคมโรงสีภาคอีสานเสนอปรับเกณฑ์ช่วยเหลือจากไร่ละพัน เป็น “ตันละพัน” หวังลดการสวมสิทธิ์-แตกครัวเรือน ชี้ช่วยประหยัดงบรัฐกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- 3 ส.ค.นี้ คณะอนุกรรมการฯ ด้านการผลิตข้าว เตรียมพิจารณามาตรการช่วยเหลือชาวนาปีการผลิต 2569/70
- มีข้อเสนอให้เปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือจากเดิม "ไร่ละ 1,000 บาท" เป็น "ตันละ 1,000 บาท" ตามปริมาณผลผลิตจริง
- การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท
- จะมีการใช้ระบบดิจิทัลในการจ่ายเงินโดยตรงถึงชาวนา เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการสวมสิทธิ์
การกำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวนาในปีการผลิต 2569/70 เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ล่าสุดทางคณะอนุกรรมการพิจารณาด้านการผลิตข้าว เตรียมหารือแนวทางสนับสนุนเกษตรกร ทั้งมาตรการช่วยเหลือ การอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ ผ่านข้อเสนอของภาครัฐ และเอกชน
3 ส.ค.ถกมาตรการช่วยชาวนา ลุ้นไร่ละ 2,000 บาท
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วันที่ 3 สิงหาคม 2569 จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลและสถิติจากทุกภาคส่วน ก่อนพิจารณาว่าชาวนาควรได้รับการสนับสนุนด้านใดและในรูปแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
สำหรับข้อเสนอการช่วยเหลือชาวนาในอัตรา ไร่ละ 1,000-2,000 บาท ยังต้องประเมินสถานการณ์และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ก่อนสรุปมาตรการเสนอให้ที่ประชุม นบข. พิจารณา รวมถึงการผลักดันแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก
ส่วนความคืบหน้าโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตของเกษตรกร วงเงินกว่า 1,800 ล้านบาท ที่ยังค้างจ่ายให้เกษตรกรประมาณ 230,000 ครัวเรือนนั้น นายสรวุฒิระบุว่า ที่ประชุม นบข. ได้มีมติอนุมัติและส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งในส่วนของคณะอนุกรรมการฯ ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว
โรงสีอีสานเสนอปรับเงินช่วยเหลือชาวนาตันละ 1,000 บาท
ด้าน นายวิชัย ศรีนวกุล นายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรรมการในคณะอนุกรรมการด้านการผลิตและอนุกรรมการตลาดข้าว และกรรมการ นบข. เปิดเผยว่า สมาคมเตรียมเสนอให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือชาวนา จากไร่ละ 1,000 บาท เป็นตันละ 1,000 บาท โดยใช้ระบบดิจิทัลในลักษณะเดียวกับแอปพลิเคชัน “คนละครึ่ง” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้การจ่ายเงินมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอิงผลผลิตจริง
ทั้งนี้ หากยังใช้หลักเกณฑ์จ่าย ไร่ละ 1,000 บาท รัฐจะต้องใช้งบฯประมาณ 58,000 ล้านบาท แต่หากเปลี่ยนเป็น ตันละ 1,000 บาท บนฐานผลผลิตข้าวเปลือกไทยราว 35 ล้านตัน จะใช้งบเพียง 35,000 ล้านบาท ช่วยประหยัดงบประมาณได้กว่า 23,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังมีข้อดีหลายด้าน ได้แก่ ป้องกันการสวมสิทธิ์ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกกับผลผลิตจริง ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าพื้นที่ใดมีผลผลิตสูงหรือต่ำ เงินช่วยเหลือโอนเข้าบัญชีชาวนาโดยตรงผ่านระบบ ลดการผ่านคนกลาง และช่วยแก้ปัญหาการแตกครัวเรือนเพื่อรับสิทธิ์เหมือนที่ผ่านมา เพราะจะได้รับสิทธิตามปริมาณข้าวที่ขายจริง
ห่วงมาตรการดูดซับ จี้ อคส.เคลียร์เงื่อนไข-ภาษี VAT
สำหรับมาตรการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ซึ่งครอบคลุมผลผลิตประมาณ 11.5 ล้านตัน นายวิชัยยอมรับว่ายังมีความกังวลต่อโครงการขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่กำหนดให้โรงสีรับซื้อข้าวพร้อมได้รับค่าบริหารจัดการ 200 บาทต่อตัน และจ่ายเพิ่มให้ชาวนา 300 บาทต่อตัน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องรูปแบบสัญญา การบันทึกบัญชี และผลกระทบด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังเห็นว่าการให้โรงสีสำรองจ่ายเงิน 300 บาทต่อตัน ให้ชาวนาก่อน อาจก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติและความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ หากไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
ส่วนสถานการณ์ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ขณะนี้ยังอยู่ในระดับดีเฉลี่ย 17,000-19,000 บาทต่อตัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการชะลอการขาย อย่างไรก็ตาม สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงยืนยันจุดยืน คัดค้านการเปลี่ยนมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย โดยต้องการให้ใช้เฉพาะสายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 เพื่อรักษาเอกลักษณ์และความเป็นสินค้าพรีเมียมของข้าวไทย พร้อมเสนอให้กรมการค้าภายในเข้มงวดการใช้เครื่องหมายรับรอง “พนมมือ” เพื่อป้องกันการนำข้าวสายพันธุ์อื่นมาปลอมปนจนสร้างความสับสนแก่ผู้บริโภค
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,220 วันที่ 23 - 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569







