

KEY
POINTS
17 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษเรื่อง ผลเลือกตั้งออกมาแล้วกดดันให้โมฆะ ระยะเวลาที่รอคือความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า
การเลือกตั้งทั่วไปของไทยจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่เทให้กับพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงทิ้งขาด แนวโน้มนายอนุทิน ชาญวีระกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เบื้องต้นเข้าใจว่ามีการเจรจากับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กพรรคน้อยเสียงรวมกันเกินครึ่งไปมาก
การเมืองไทยไม่มีใครอยากถูกทิ้งเป็นฝ่ายค้าน ช่วงนี้เริ่มมีข่าวพรรคกล้าธรรมอาจเข้ามาร่วมจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเสียงข้างมากท่วมท้นสภา สำหรับพรรคใดจะได้โควตารัฐมนตรีกระทรวงอะไร พวกเขาคงตกลงกันได้ลงตัว เนื่องจากลงทุนไปเยอะ ไม่มีใครอยากตกขบวน การตั้งรัฐบาลรอบนี้อาจต้องใช้เวลานาน เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกลายเป็นปัญหาเสียเอง
ฉากทัศน์ที่ควรจะเป็นคือ “กกต.” ภารกิจเร่งตรวจสอบประกาศรับรอง ส.ส. หลังจากนั้นประเทศไทยจะได้รัฐบาล หากเป็นไปตามที่คาด “Dream Team” คงไม่พ้น เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์
แต่ละท่านควบรองนายกและกระทรวงสำคัญ เพื่อเดินหน้าประเทศไปตามโรดแมป ปัญหาของประเทศรอแก้มีมากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอจากสภาพคล่อง ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออาจกระทบส่งออก เกี่ยวข้องกับการจ้างงานหลักของประเทศ รวมถึงปัญหาความมั่นคงชายแดนด้านกัมพูชาคงไม่จบ ยังเลียแผลแค้นไม่เลิก อาจมีสงครามรอบสาม
หลังเลือกตั้งภาพที่ควรจะเป็นคือการตั้งรัฐบาลและเดินหน้าแก้ปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะเกี่ยวกับปากท้องและการทำมาหากินซึ่งอยู่ในช่วงฝืดเคือง ภายใต้การเล่นเกมทางการเมืองใช้อัตตาของตนเหนือผลประโยชน์ประเทศ ซึ่งเป็นรากเหง้าทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดของอาเซียนและภูมิภาคต่อเนื่องมาเป็นทศวรรษ
ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่คือมีความพยายามโยงการทำงานของ “กกต.” จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่มีช่องว่างให้โจมตี ทั้งการนับคะแนนบางเขตและบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้ง
หาก กกต. ผิดกฎหมายเลือกตั้งจริง ควรเล่นงานเฉพาะ กกต. ไม่ควรโยงไปจนต้องเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากไม่มีผลต่อคะแนนเสียงรวมของประเทศและประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เลือกคนและพรรคที่เขาชอบ ทำไมต้องไปเลือกใหม่ เรื่องนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องไปว่าตามกลไกที่มีอยู่
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ หากเลือกตั้งโมฆะต้องเลือกใหม่ ขั้นตอนตั้งแต่ กกต.ชุดใหม่ กระบวนการเตรียมการเลือกตั้ง การสรรหางบประมาณที่ต้องใช้มากกว่า 7,800 ล้านบาท ระยะเวลาประกาศผลเลือกตั้ง จนสามารถฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ใช้เวลารวมกันมากกว่า 4 – 5 เดือน หรือกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ต้องทอดยาวไปถึงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม
ถึงแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงสามารถรักษาการณ์ได้ แต่มีอำนาจจำกัดช่วงที่รอผล จะทำให้มีความไม่แน่นอนทางการเมืองเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นว่าพรรคใดหรือใครจะเข้ามาบริหารประเทศ ระยะเวลาที่ต้องรอคือความเสียหายของประเทศไทย
สภาวะทางการเมืองหากถึงขั้นเลือกตั้งใหม่ เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง วิเคราะห์จากข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเศรษฐกิจ GDP มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.4 สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากภาคการส่งออก ถึงแม้ว่าเงินบาทแข็งค่าสามารถขยายตัวเชิงดอลลาร์สหรัฐร้อยละ 12.7 หากเป็นเชิงเงินบาทขยายตัวร้อยละ 5.52 มูลค่าส่งออกปีที่ผ่านมา ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.7 สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมูลค่าการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.867 ล้านล้านบาท โครงการที่ได้รับอนุมัติ 1.152 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 36 สูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
ประเด็นที่น่ากังวลด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนคือ การบริโภคเอกชนปีที่แล้ววูบ ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.7 จากปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 4.4 ปี 2566 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.9 และปีนี้คาดว่าจะขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 2.1 ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
การบริโภคเอกชนขยายตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากการขาดสภาพคล่องทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อยและรายเล็ก รากเหง้าของปัญหาคือ หนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึงร้อยละ 86 เปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 63 โดยเป็นหนี้เสียและหนี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) รวมกันประมาณ 2.0 ล้านล้านบาท
ช่วงที่เหลือรัฐบาลต้องเร่งสานต่อ “โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และให้มีการซื้อหนี้เสียโดย AMC : Asset Management Company ที่ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ โดยมีมาตรการเร่งแก้หนี้ทั้งระบบ ซึ่งเป็นความท้าทายสูง ฝากรัฐมนตรีคลังหากสามารถอยู่ต่อควรหานายแบงค์เก่ง ๆ รู้ปัญหาจริงให้เข้ามาช่วย
สำหรับที่มีการกล่าวว่าเศรษฐกิจไทยหลุดพ้นเหวลึกแล้ว คงยังเร็วเกินไปที่จะกล่าว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอิงกับเศรษฐกิจโลกที่มีความอ่อนแอ รวมทั้งการขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และโลกเปลี่ยนขั้วอำนาจ ไทยเป็นประเทศพึ่งพาส่งออกและท่องเที่ยวประมาณการตัวเลขปีนี้ไม่ค่อยสวยส่งออกอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2
การลงทุนเอกชนขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 และการใช้จ่ายภาครัฐอาจมีเงินไม่มากที่จะใช้จ่ายโดยเฉพาะหากการตั้งรัฐบาลล่าช้า จะมีปัญหาการพิจารณางบประมาณปีหน้า
ปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวบ้านคือ การจับจ่ายใช้สอยในรูปของการบริโภคปีนี้ การขยายตัวจะลดต่ำกว่าปีที่แล้วเหลือร้อยละ 2.1 สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องแสดงว่าระดับราคาสินค้า-บริการไม่ขยับ ปัจจัยสำคัญมาจากกำลังซื้ออ่อนแอ ทำให้ภาคธุรกิจเพื่อการอยู่รอดต้องแข่งขันด้านราคา ทำให้กำไรน้อยหรือบางรายขาดทุน
ผลที่ตามมาคือสภาพคล่องลดลงและสินค้าคงคลังสูงเพราะขายไม่ออก ต้องแบกทั้งหนี้และดอกเบี้ย กระทบไปถึงความเสี่ยงการจ้างงานใหม่และขีดความสามารถในการปรับขึ้นค่าแรง/ค่าจ้าง
ภาวะเช่นนี้เป็นแรงสะท้อนกลับไปที่การบริโภคและ GDP ปี 2569 คาดว่าอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.0 ยิ่งเป็นการซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนเป็นการกดดันให้สถาบันการเงินหรือแบงค์ ลดความเสี่ยงด้วยการชะลอปล่อยสินเชื่อจนหดตัวต่อเนื่องกระทบเป็นลูกโซ่
ความหวังคือ การรอมาตรการของรัฐที่จะต้องเร่งออกมา ทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากการเมืองไทยเล่นกันแรงมุ่งแต่เอาชนะเลือกตั้ง แล้วผลออกมาไม่ถูกใจ กดดันให้โมฆะเพื่อเลือกตั้งใหม่ ใครได้ใครเสียคิดเอาเองแล้วกัน