

KEY
POINTS
ผู้ประกันตนที่ป่วยเป็นมะเร็งและจำเป็นต้องปลูกถ่ายไขกระดูก สามารถเข้ารับการรักษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยลดภาระค่ารักษาที่สูงถึง 750,000–1,300,000 บาทต่อราย
สำนักงานประกันสังคมได้ทำความตกลงกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ รองรับการรักษาเฉพาะทาง ปี 2568 มีผู้ประกันตนได้รับอนุมัติสิทธิแล้ว 191 ราย ใช้งบรวมกว่า 111 ล้านบาท
การขยายสิทธิด้านสุขภาพช่วยลดโอกาสเกิดหนี้สินจากค่ารักษาพยาบาล และช่วยรักษากำลังแรงงานในระบบ
กระทรวงแรงงานเดินหน้าขยายความคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคม โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกันตนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงและสร้างภาระทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ
ล่าสุดสำนักงานประกันสังคมได้เปิดให้ความคุ้มครองการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก สำหรับผู้ประกันตนที่เข้าเกณฑ์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาและลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในระบบแรงงานไทย
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้กำหนดนโยบายให้สำนักงานประกันสังคมให้ความสำคัญกับการดูแลสิทธิด้านการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีความจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งถือเป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง
โดยในปี 2568 มีผู้ประกันตนได้รับอนุมัติสิทธิปลูกถ่ายไขกระดูกแล้วจำนวน 191 ราย คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมกว่า 111.35 ล้านบาท สะท้อนถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระบบประกันสังคม
ทั้งนี้ ผู้ประกันตนที่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด สามารถยื่นคำขอรับสิทธิผ่านสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครทั้ง 12 แห่ง หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขาทั่วประเทศ
เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว จะมีการส่งต่อเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ทำความตกลงไว้ ซึ่งผู้ประกันตนจะไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายใดเพิ่มเติม
นางสาวตรีนุชกล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมได้ทำความตกลงร่วมกับโรงพยาบาลจำนวน 13 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก และให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง ได้แก่
ในเชิงเศรษฐกิจ นโยบายดังกล่าวถือเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการปลูกถ่ายไขกระดูกมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 750,000-1,300,000 บาทต่อราย ซึ่งเป็นระดับที่เกินกำลังของครัวเรือนจำนวนมาก หากต้องรับภาระเองอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระยะยาว
ขณะเดียวกันการเพิ่มการเข้าถึงการรักษายังมีผลต่อการรักษาศักยภาพแรงงานในระบบ และลดการสูญเสียกำลังแรงงานจากโรคร้ายแรงในระยะยาว
ผู้ป่วยที่เข้าข่ายการรักษาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งไขกระดูกชนิดมัยอีโลม่า รวมถึงภาวะไขกระดูกฝ่อรุนแรงและโรคไขกระดูกผิดปกติ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การรักษาเฉพาะทางและมีต้นทุนสูง
การขยายสิทธิประโยชน์ดังกล่าวจึงสะท้อนทิศทางของระบบประกันสังคมที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนด้านสาธารณสุขในระยะยาว