

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญในด้านการคลังจากวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ยากจะหลีกเลี่ยง การขาดดุลงบประมาณเรื้อรังที่ยาวนานเกินกว่าสิบปี และการเผชิญกับสังคมสูงวัยที่เข้าสู่ระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งกำลังกดดันให้รัฐบาลต้องหามาตรการใหม่ๆ ที่จะสามารถกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศกำลังเผชิญ
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้เปิดเวทีเสวนา “ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษีเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกเครื่องภาษีไทยอย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับวิกฤตประชากรและปัญหาทางการคลังที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ได้รับการถกเถียงมายาวนาน การปรับ VAT อาจสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลถึง 3 แสนล้านบาทในแต่ละปี แต่ก็ต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการลดภาระให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น การเพิ่มสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้พิการ
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อนุกรรมาธิการด้านการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ซึ่งมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 30% ของประชากรทั้งหมด และพบว่าอัตราการเกิดใหม่ของไทยลดลงอย่างรวดเร็ว จึงเกิดคำถามถึงความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุและรักษาเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต
การขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.4% ของ GDP ในปี 2569 ส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยใกล้แตะระดับ 70% ของ GDP ในปี 2571 ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดตามกรอบที่กำหนดไว้
นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง ระบุว่า หากไม่มีการปรับโครงสร้างภาษีและเพิ่มรายได้ของรัฐบาลอย่างจริงจัง อาจทำให้การดำเนินนโยบายคลังในระยะยาวต้องเผชิญกับความเสี่ยง
หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% โดยจะทยอยปรับขึ้นปีละ 1% ภายใน 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลเพิ่มเติมประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี
นายปิยพัฒน์กล่าวว่า ประเทศไทยตรึงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% มานานกว่า 33 ปี เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและ OECD ที่เก็บ VAT ในช่วง 10-25% อัตราของไทยถือว่าต่ำมาก
ขณะนี้ VAT เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาล คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด หรือประมาณ 900,000 ล้านบาทต่อปี หากปรับขึ้น VAT เป็น 10% คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐอีกประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี
นายปิยพัฒน์ยังเสนอว่า เงินส่วนเพิ่มจากการปรับ VAT ควรจัดสรรเข้าสู่บัญชีเงินออมเฉพาะบุคคล เพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และใช้เป็นแหล่งเงินสำหรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งจากข้อมูลในปัจจุบัน ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน แต่หากมีการจัดสรรจากเงินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของ VAT จะสามารถเพิ่มเบี้ยยังชีพให้เป็น 3,000 บาทต่อเดือนได้
มาตรการเสริมฐานภาษี เพื่อขยายฐานภาษีและลดการหลีกเลี่ยงภาษี คณะอนุกรรมาธิการยังเสนอการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น ซึ่งปัจจุบันมีการยกเว้นมาเกิน 40 ปี โดยเสนอให้เก็บภาษีที่ 0.11% จากมูลค่าการขายหุ้น คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 16,000-18,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ศึกษาการเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ ซึ่งมูลค่าการซื้อขายทองคำในตลาดสูงถึงประมาณ 65,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่าการซื้อขายหุ้นที่ประมาณ 42,000 ล้านบาทต่อวัน
อีกหนึ่งข้อเสนอที่สำคัญคือการฟื้นการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งจะเก็บภาษีจากบุคคลสัญชาติไทยและผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย โดยเรียกเก็บ 1,000 บาทต่อคน สำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 500 บาทสำหรับการเดินทางทางรถยนต์หรือเรือ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อปี
นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 69.78% ของ GDP ในปี 2571 ใกล้เพดานหนี้ที่กำหนดไว้ที่ 70% และยังพบว่าไทยมีการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งทำให้การขาดดุลสูงเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง 3% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในปี 2569
นายวริทธิ์ยังเสนอมาตรการปรับโครงสร้างภาษีที่มีกลไกเพื่อการออมและลดภาระค่าครองชีพ เช่น การเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีบุตรจาก 30,000 บาทเป็น 500,000 บาทต่อคน และการจัดตั้งกองทุนออมสำหรับบุตรและพ่อแม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการออมระยะยาวในครอบครัว
นอกจากนั้นยังเสนอให้จัดตั้ง “Thai Junior Fund” สำหรับบุตรหลาน และ “Parents Fund” สำหรับดูแลบิดามารดา โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี รวมถึงปรับโครงสร้างภาษีเงินปันผลสำหรับผู้มีรายได้เกิน 10 ล้านบาทต่อปี ให้เข้าสู่ระบบอัตราก้าวหน้า
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,175 วันที่ 15 - 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569