

KEY
POINTS
รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ยก ร่างพระราชบัญญัติจัดระบบภาษีเงินได้และบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. .... โดยมีหลักการว่า เป็นการจัดให้มีระบบภาษีที่เหมาะสมเพื่อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรายได้จากภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร
รวมทั้งกำหนดให้การบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นวิธีการหนึ่งที่จำเป็นในการพัฒนาและสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เหมาะสม และเพียงพอ สำหรับนำไปใช้ในการดูแลและจัดทำบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะตามหน้าที่ และอำนาจที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
จึงสมควรจัดสรรภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรกลับคืนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานประกอบการ รวมถึงกำหนดให้ประชาชนสามารถบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้จ่ายในการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันจะช่วยทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ที่เหมาะสมเพียงพอ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 249 และมาตรา 250 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แจ้งว่า เหตุผลการการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นผลมาจากในช่วงปี 2566 คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้มีข้อเสนอแนะเรื่อง ความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการนำระบบ ชำระภาษีให้บ้านเกิด (Hometown Tax) มาปรับใช้กับระบบภาษีอากรของประเทศไทย
โดยเห็นว่าหลักการการบริจาคเงินภาษีให้พรรคการเมืองถือเป็นหลักการที่น่าสนใจ เพราะหักจากเงินภาษีของผู้ประสงค์จะบริจาคโดยตรง (ไม่ใช่เป็นการบริจาคเงินแล้วนำมาคำนวณเพื่อหักภาษีภายหลัง) หากภาครัฐนำหลักการนี้มาผนวกหรือประกอบการพิจารณาด้วย อาจทำให้เกิดประโยชน์ต่อการนำหลักการ Hometown Tax มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ ซึ่งเป็นข้อเสนอเรื่องการจัดระบบภาษีรูปแบบใหม่ที่เหมาะสม
เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ของตนเองที่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 250 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เรื่อง การเปลี่ยนโครงสร้างทางภาษีครั้งใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ และปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
โดยให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิดตัดสินใจในกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น และการดูแลชุมชน และเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้จากระบบภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ตามมาตรา 30 (4) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
สรุปสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ.จัดระบบภาษีเงินได้และบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
1. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละสิบของภาษีที่จัดเก็บได้จากผู้เสียภาษีซึ่งมีภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ หรือสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตจังหวัด โดยให้กรมสรรพากร ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีและให้กระทรวงการคลังโอนภาษีที่จัดเก็บได้ให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดสรรภาษีให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนด
2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจัดเก็บภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจากที่กฎหมายกำหนด โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละสิบของอัตราภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บ
3. กำหนดให้การบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นวิธีการหนึ่งที่จำเป็นในการพัฒนาและสนับสนุนเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และถือเป็นรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคได้ตามประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด
4.กำหนดให้ผู้บริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิได้รับการลดภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
5. กำหนดให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
6. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจัดหา จัดทำสิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือให้บริการสาธารณะเป็นกรณีพิเศษ เพื่อตอบแทนผู้บริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่ได้รับบริจาคในแต่ละปี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนด