thansettakij
เปิดโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย รอท้าทายรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย

เปิดโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย รอท้าทายรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย

09 ก.พ. 2569 | 02:27 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.พ. 2569 | 02:40 น.

ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง 2569 เตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ทั้งเสถียรภาพการเมือง พื้นที่การคลังจำกัด หนี้ครัวเรือนสูง และความท้าทายฟื้น 3 เครื่องยนต์หลักในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศ

KEY

POINTS

  • รัฐบาลใหม่เผชิญความท้าทายในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและจัดตั้งรัฐบาลให้รวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและหลีกเลี่ยงสุญญากาศทางนโยบายเศรษฐกิจ
  • ข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลังและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต้องสมดุลกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง
  • ความจำเป็นในการเร่งฟื้นฟูเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก 3 ตัวพร้อมกัน ได้แก่ การท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน ซึ่งต่างเผชิญความท้าทายเฉพาะด้าน
  • โจทย์เร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพื่อฟื้นกำลังซื้อ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่โมเดลที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเพื่อการเติบโตในระยะยาว

ผลการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย คว้าชัยชนะเป็นอันดับหนึ่ง และเตรียมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ท่ามกลางความคาดหวังอย่างสูงจากภาคธุรกิจและสังคมว่า รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถพาเศรษฐกิจไทยฝ่าความเปราะบางในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้หรือไม่

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์นักธุรกิจ ผู้นำองค์กรภาคเอกชน และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ–การคลังจากหลายสถาบัน เพื่อประเมินทิศทางหลังเลือกตั้ง เสียงสะท้อนที่ได้มีจุดร่วมสำคัญคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่ารอบที่ผ่านมา และไม่สามารถพึ่งพามาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

เสถียรภาพรัฐบาล: เงื่อนไขตั้งต้นของการฟื้นเศรษฐกิจ

ภาคธุรกิจมองตรงกันว่า “ความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล” มีความสำคัญไม่แพ้เนื้อหานโยบาย หากกระบวนการจัดตั้งยืดเยื้อ จะเกิดสุญญากาศทางการตัดสินใจ ทั้งด้านงบประมาณ โครงการลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 2% ต่อเนื่อง การขาดความชัดเจนทางนโยบายเพียง 2–3 เดือน อาจทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอ และกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองวิเคราะห์ว่า เสถียรภาพไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนเสียงในสภา แต่หมายถึงความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สะดุดจากแรงเสียดทานทางการเมือง หากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำหรือมีความขัดแย้งภายในสูง จะกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศทันที

พื้นที่การคลังจำกัด ท่ามกลางความคาดหวังสูง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้ง คือข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง ปัจจุบันสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ในระดับสูง ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 ทำให้วงเงินสำหรับนโยบายใหม่มีข้อจำกัดมากขึ้น

นักวิชาการด้านการคลังเตือนว่า รัฐบาลใหม่ต้องบริหารสมดุลระหว่าง “การกระตุ้นเศรษฐกิจ” กับ “การรักษาวินัยการเงินการคลัง” หากใช้นโยบายประชานิยมขนาดใหญ่โดยไม่จัดลำดับความสำคัญ อาจสร้างภาระระยะยาว

ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจบางส่วนมองว่า แม้พื้นที่การคลังจำกัด แต่รัฐบาลยังสามารถใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปรับโครงสร้างรายจ่าย ลดงบที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ แทนการก่อหนี้เพิ่มเติม

เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 3 ตัว ต้องเร่งเดินพร้อมกัน

จากการรวบรวมความเห็น เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่ต้องเร่งขับเคลื่อนมี 3 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน

การท่องเที่ยว แม้มีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังเผชิญการแข่งขันสูงจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ประกอบการเสนอให้ยกระดับคุณภาพนักท่องเที่ยว เน้นตลาดรายได้สูง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเดินทาง

การส่งออก ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้า เสียงสะท้อนจากผู้ส่งออกเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) และสร้างความชัดเจนด้านนโยบายค่าเงิน

การลงทุน เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตระยะกลาง–ยาว ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นนโยบายที่มั่นคง ลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ และสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล เทคโนโลยีสะอาด และอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

หากเครื่องยนต์ทั้งสามไม่ฟื้นพร้อมกัน เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญภาวะเติบโตต่ำต่อเนื่อง

หนี้ครัวเรือน–กำลังซื้อ: ปมเร่งด่วนระดับฐานราก

หนึ่งในโจทย์ที่นักธุรกิจรายย่อยสะท้อนมากที่สุด คือปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือเป็นระยะ แต่หากไม่แก้ไขเชิงโครงสร้าง ปัญหาจะวนกลับมาอีก

นักวิชาการเสนอว่า การแก้หนี้ต้องควบคู่กับการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุน และการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบ

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ: ทางออกระยะยาว

เสียงสะท้อนจากภาควิชาการระบุชัดว่า ไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดลการเติบโตแบบเดิมที่เน้นการรับจ้างผลิตและแรงงานราคาถูกได้อีกต่อไป

รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมที่ชัดเจน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) และผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการผลิต นอกจากนี้ การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานถือเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

การปรับโครงสร้างภาคเกษตรก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา โดยเสนอให้จัดสรรพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปและแบรนด์สินค้า

ระบบราชการและประสิทธิภาพการใช้งบ

นักวิชาการบางส่วนเสนอให้รัฐบาลใหม่กล้าปรับโครงสร้างระบบราชการ เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ ทำให้เหลืองบลงทุนจำกัด

การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดพื้นที่ให้เอกชนมีส่วนร่วมในโครงการขนาดใหญ่ อาจช่วยให้รัฐใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น

ทีมเศรษฐกิจ: ปัจจัยชี้วัดความเชื่อมั่น

แม้จะมีความแตกต่างทางการเมือง แต่เสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนมีจุดร่วมสำคัญ คือทีมเศรษฐกิจต้องมีความเป็นมืออาชีพ เข้าใจกลไกตลาดโลก และสามารถสื่อสารกับนักลงทุนได้อย่างชัดเจน

การจัดสรรตำแหน่งตามโควตาทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม อาจกระทบความเชื่อมั่นในระยะยาว ภาคธุรกิจต้องการเห็นการคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถจริง ไม่ว่าจะมาจากสายการเมืองหรือเทคโนแครตก็ตาม

100 วันแรก: บทพิสูจน์ความจริงจัง

หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า 100 วันแรกหลังจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ หากรัฐบาลสามารถเร่งผ่านงบประมาณ สื่อสารทิศทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และออกมาตรการดูแลประชาชนแบบตรงจุด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้รวดเร็ว

ในทางกลับกัน หากนโยบายขาดความต่อเนื่องหรือเปลี่ยนท่าทีบ่อยครั้ง จะทำให้ตลาดและนักลงทุนชะลอการตัดสินใจ

โอกาสท่ามกลางความท้าทาย

ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยสร้างความชัดเจนทางการเมืองระดับหนึ่ง แต่โจทย์เศรษฐกิจที่รออยู่มีความซับซ้อนกว่าที่ผ่านมา

จากการสัมภาษณ์ของ “ฐานเศรษฐกิจ” เสียงจากนักธุรกิจและนักวิชาการสะท้อนตรงกันว่า ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ และกล้าตัดสินใจเชิงโครงสร้าง มากกว่าการพึ่งพามาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

ช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง แต่เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารประเทศ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาวินัยการคลัง พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยยังมีโอกาสพลิกฟื้นและยกระดับศักยภาพในระยะยาวได้

แต่หากปล่อยให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงที่ลึกและยาวนานกว่าที่ประเมินไว้

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่ใครชนะเลือกตั้ง แต่อยู่ที่รัฐบาลใหม่จะตอบคำถามเศรษฐกิจของประเทศได้เร็วและชัดเจนเพียงใด.