

KEY
POINTS
การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมืองธรรมดา แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศถูกมองว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 2% ต่อเนื่อง หนี้สาธารณะสูง และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการและภาคเอกชน พบว่าโอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากเด็ดขาดจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ การเกิด "รัฐบาลผสม" จึงเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสสูงสุด โดยมีพรรคหลัก 3 พรรคที่ถูกจับตาว่าอาจเป็นแกนนำ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ประเมินว่ามีสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้ 4 สูตร โดยสูตรที่มีความเป็นไปได้สูงสุดคือ การรวมตัวของภูมิใจไทย + เพื่อไทย + กล้าธรรม และพรรคเล็กอื่นๆ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของพรรคที่เคยทำงานร่วมกันมาแล้ว ใช้งบประมาณตามนโยบายรวมกันราว 2.66 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนมีเงื่อนไขชัดเจนว่าหากไม่ได้อันดับ 1 จะเลือกทำหน้าที่ฝ่ายค้านทันที ทำให้สมการการจัดตั้งรัฐบาลมีความซับซ้อนมากขึ้น หากพรรคประชาชนได้อันดับ 1 อาจเกิดรัฐบาล "ระดับพรีเมียม" ที่ประกอบด้วยพรรคประชาชน + ภูมิใจไทย + ประชาธิปัตย์ ซึ่งจะได้คะแนนความน่าเชื่อถือสูงสุด แต่ต้องผ่านอุปสรรคเรื่องความแตกต่างทางอุดมการณ์
ประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเผชิญคือข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลัง ปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะสูง งบประมาณรายจ่ายประจำมีสัดส่วนสูง และมีงบผูกพันระยะยาวจำนวนมาก ทำให้พื้นที่สำหรับนโยบายใหม่มีอย่างจำกัด
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร จาก TDRI เตือนว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีคลังถือเป็นหัวใจและเส้นเลือดใหญ่ของรัฐบาล ผู้ดำรงตำแหน่งต้องมีความสามารถ 4 มิติ คือ (1) ความรู้ทางการคลังอย่างแท้จริง (2) ความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญ (3) ความกล้าหาญในการหาเงินและจัดเก็บรายได้ และ (4) วิสัยทัศน์แห่งอนาคตและการปรับโครงสร้าง
สิ่งที่น่ากังวลคือนโยบายของพรรคต่างๆ ล้วนใช้งบประมาณจำนวนมาก หากมารวมกันในรัฐบาลผสม จะส่งผลต่อเสถียรภาพการคลังอย่างไร ซึ่ง รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า แม้การใช้จ่ายจะอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณ แต่ในทางปฏิบัติรัฐยังมี "เงินนอกงบประมาณ" จากกองทุนต่างๆ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แต่ละกระทรวงบริหารจัดการได้
พรรคภูมิใจไทยเน้นการสานต่องานที่ทำไว้ โดยหากได้จัดตั้งรัฐบาลจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รักษาตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังต่อเนื่อง ผลักดันนโยบายกระตุ้นระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ. 2569-2572 โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัว 3% พลัส
บริษัทหลักทรัพย์พาย (PI) ประเมินว่า หากภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกและเงินทุนไหลเข้า เพราะมีประสบการณ์การเป็นรัฐบาลหลายสมัย นโยบายมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ และไม่สร้างภาระต่องบประมาณมากเกินไป
พรรคเพื่อไทยเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศอย่างแข็งแกร่ง ผ่านนโยบายเช่น โครงการยิ่งกว่าคนละครึ่ง, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, การสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านหวยใบเสร็จ, และโครงการคนไทยหายจน โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัว 5%
อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้ใช้งบประมาณสูง อาจกระทบฐานะการคลัง PI ประเมินว่าตลาดจะมองในแง่กลาง-บวก มีความกังวลต่อวินัยการคลัง แต่หุ้นกลุ่มค้าปลีก บริโภค และบริการจะได้อานิสงส์
พรรคประชาชนมุ่งเน้นการปฏิรูปและสร้างโครงสร้างแข่งขัน ปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม เพิ่มความโปร่งใส และสร้างระบบสวัสดิการที่ครอบคลุม แม้มีนโยบายกระตุ้นระยะสั้นบ้าง แต่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัว 4%
ดร.อัทธ์ วิเคราะห์ว่า นโยบายของพรรคประชาชนใช้งบสูงถึง 7.4 แสนล้านบาท เน้นปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบ ต้องใช้เวลากว่า 1 ปีจึงเห็นผล แต่มีความยั่งยืนระยะยาว ในขณะที่ภูมิใจไทยใช้งบเพียง 1.5 แสนล้านบาท เน้นต่อยอดแพลตฟอร์มเดิม เห็นผลเร็วระยะสั้น
PI มองว่าหากพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ตลาดจะมีท่าทีกลางถึงลบ เพราะแม้มีนโยบายกระตุ้นระยะสั้น แต่เน้นปฏิรูประยะกลาง-ยาว ขาดประสบการณ์การบริหาร และอาจเกิดความล่าช้าในการดำเนินนโยบาย
ภาคธุรกิจและภาคเอกชนมีเสียงตรงกันว่า ไม่ได้ยึดติดว่าพรรคไหนต้องมาเป็นรัฐบาล แต่ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ตัดสินใจเร็ว และมีนโยบายเศรษฐกิจชัดเจน
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ จากตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ เตือนว่า หากจัดตั้งรัฐบาลช้า จะทำให้เศรษฐกิญไทยเข้าสู่ขั้นโคม่า ฟื้นตัวยากขึ้น ขณะที่นายรติ พันธุ์ทวี นายก AAT แนะให้ยุติระบบโควตารัฐมนตรี ให้ใช้คนที่ถูกกับงาน (put the right man on the right job) โดยเฉพาะในกระทรวงเศรษฐกิจ
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย จี้ให้จัดตั้งรัฐบาลให้จบภายใน 1 เดือน หากยืดเยื้อจะกระทบความมั่นใจ ส่งผลลบต่อ GDP ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่า 2% อยู่แล้ว
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ จาก ATTA ประเมินว่า หากการเมืองยืดเยื้อ 3 เดือน จะสร้างความเสียหายประมาณ 5.5-9.5 หมื่นล้านบาท หรือ 0.3-0.5% ของ GDP และที่หนักกว่าคือความเชื่อมั่นที่ใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข
นอกจากนี้ยังต้องเร่งสะสางการเจรจา FTA ที่ค้างมานาน แก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งผิดปกติ จัดการหนี้ครัวเรือนที่สูง และปัญหาสินค้านอกทะลัก รวมถึงทุนเทาและคอร์รัปชัน
บล.กสิกรไทย ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการบริโภคและการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน ควบคู่กับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ชัดเจนขึ้น และความเป็นไปได้ที่ ธปท. อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม
ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง 5.2% ในเดือนมกราคม จากกระแสเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติ โดยคงเป้าหมายดัชนี SET index ปี 2569 ที่ 1,375 จุด แนะนำเพิ่มระดับความเสี่ยงในพอร์ต เลือกหุ้นขนาดใหญ่ผสมหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ เช่น กลุ่มพลังงาน ท่องเที่ยว การเงิน และค้าปลีก
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วง ทั้งระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ การขาดดุลงบประมาณ และความเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะปรับลดเครดิตเรตติ้งของไทย
สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการคือรัฐบาลที่มีความมั่นคง ตัดสินใจเร็ว และมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพที่เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแต่งตั้งตามโควตาการเมืองหรือผลประโยชน์ทางอำนาจ รวมทั้งต้องสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญ หากยืดเยื้อจะกระทบงบประมาณ การลงทุน และความเชื่อมั่น ซึ่งท้ายที่สุดจะยิ่งซ้ำเติมภาพ "คนป่วยแห่งเอเชีย" ให้แย่ลงไปอีก แต่หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว มีทีมงานที่เหมาะสม และดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้อีกครั้ง