thansettakij
ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดันนโยบาย 10 พลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP โต 3%

ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดันนโยบาย 10 พลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP โต 3%

09 ก.พ. 2569 | 01:06 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.พ. 2569 | 02:24 น.

ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง เปิด นโยบาย 10 พลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP โต 3% ดันคนละครึ่งพลัสเดินต่อ ลดค่าไฟ 3 บาท ติดปีก SMEs กองทุนภัยพิบัติ 3 หมื่นล้าน สร้างงาน 100,000 อัตรา

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต (GDP) 3% ผ่านชุดนโยบาย "10 พลัส" หลังชนะการเลือกตั้ง
  • เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และนโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต
  • ส่งเสริมนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และภาคเกษตรกรรม ผ่านกลไกจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและระบบการค้าแลกเปลี่ยน (บาร์เตอร์เทรด)
  • วางรากฐานเศรษฐกิจสีเขียว เช่น โครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และการสร้างหลักประกันให้ทุกครัวเรือนผ่านกองทุนภัยพิบัติ

ภายหลังพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะการเลือกตั้ง และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จึงกลายเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และตลาดการเงินจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเป้าหมายผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ขยายตัวแตะระดับ 3% ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง

นโยบายที่พรรคประกาศไว้ในช่วงหาเสียงครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการยกระดับรายได้ภาคเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม การเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

คำถามสำคัญคือ เมื่อสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จะมีการจัดลำดับความสำคัญของมาตรการใดเป็นลำดับแรก และกรอบเวลาดำเนินการจะชัดเจนเพียงใด

จังหวะการขับเคลื่อนนโยบายในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ จึงมีนัยต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน ค่าเงินบาท และทิศทางการลงทุนโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

เนื้อหาต่อจากนี้จะพาไปเจาะลึกว่า พรรคภูมิใจไทยวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไว้อย่างไร และมาตรการใดมีแนวโน้มถูกหยิบขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

คนละครึ่งพลัส - ดำเนินการต่อเนื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ

พรรคภูมิใจไทยระบุว่าหากได้รับการสนับสนุน โครงการ "คนละครึ่งพลัส" จะดำเนินการต่อเนื่อง โดยอ้างอิงผลสำเร็จของโครงการที่ผ่านมาซึ่งเปิดใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568

โครงการมีมูลค่าการใช้จ่ายรวม 84,185.7 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 81,151.3 ล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์มส่งอาหาร 3,034.4 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 9,211,118 ราย ร้านค้าเข้าร่วม 999,350 ราย และผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ 98,930 ราย

พรรคอธิบายว่าโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 โดยเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างรายได้และสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน จะก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งเป็นวงกว้าง สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และค่าไฟต่ำ 3 บาท

ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พรรคนำเสนอ "โครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า" ให้ประชาชนผ่อนเพียงเดือนละ 300 บาท 60 งวด เป็นการลดรายจ่ายการเดินทางและผลักดันไปสู่ Net Zero 2050

สำหรับค่าไฟฟ้า พรรควิเคราะห์ว่าเป็นรายจ่ายสำคัญสำหรับครอบครัวกว่า 29 ล้านครัวเรือน จึงเสนอมาตรการพลังงานสีเขียว (Direct PPA) โดยทำโซล่าเซลล์ชุมชนส่งไฟฟ้าตรงถึงบ้านเรือน ไม่ผ่านหน่วยงานที่คิดค่าดำเนินการและค่าภาษี ส่งผลให้ประชาชนจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก

ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการ พลัส ทำบัตรคนจนใหม่

พรรควิเคราะห์ว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนสำหรับผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก มีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐ จึงต้องทบทวนสิทธิและทำใหม่ทั้งหมด โดยคัดกรองให้เป็นคนที่จนจริง คนที่ไม่จนจริงจะถูกยกเลิกบัตร ไม่จำกัดว่าจะมีเท่าไร แต่ให้สิทธิทุกคน เมื่อมีฐานข้อมูลใหม่ที่ทราบจำนวนแน่นอนแล้ว คนจนจะได้สิทธิมากยิ่งขึ้น

กองทุนภัยพิบัติ - ประกันทุกครัวเรือน

พรรคเสนอนโยบาย "พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์" ผ่านการปรับปรุงระบบเตือนภัย และมาตรการเยียวยา

ระบบเตือนภัยจะยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ เสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ระดับโลก บูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานอย่างโปร่งใส จัดทำผังรายละเอียดรายตำบล และสร้างช่องทางส่งต่อข้อมูลถูกต้องให้ประชาชน

สำหรับมาตรการเยียวยา พรรคอ้างว่าที่ผ่านมาช่วง 3 เดือนที่เป็นรัฐบาล ต้องจ่ายเงินเยียวยาภัยพิบัติกว่า 33,000 ล้านบาท จึงเสนอตั้ง "กองทุนภัยพิบัติ" โดยรัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือนให้ครัวเรือนทั้งหมด 29,505,775 ครัวเรือน รวมมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อเกิดภัย AI จะจับข้อมูลและจ่ายเงินทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท ประชาชนสามารถเพิ่มวงเงินประกันสูงขึ้นได้ด้วยตนเอง

ศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ และพยาบาลอาสา

พรรคเสนอมาตรการ "1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด" เป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์บำบัดครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้สะดวก ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

โครงการ "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" จะจ้างงานผู้จบการศึกษาด้านพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิคการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุกเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้สูงอายุและสตรีตั้งครรภ์

มาตรการผู้สูงอายุ - รับมือสังคมสูงวัย

พรรคตระหนักถึงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จึงเสนอ 4 มาตรการ ได้แก่ การให้นายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท, ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50, การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยนำที่ดินรัฐมาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุน พร้อมให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI) และความช่วยเหลือทางด้านภาษี เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดูแล

การศึกษาเท่าเทียม พลัส - เรียนฟรีต้องมีจริง

พรรควิเคราะห์ว่าแม้ประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมีเด็กกว่า 1 ล้านคนถูกผลักออกจากระบบการศึกษา จึงเสนอนโยบายที่ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก

การศึกษาเท่าเทียม พลัส 1 คือการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา

การศึกษาเท่าเทียม พลัส 2 คือ Skill Bridge สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เน้นทักษะ เน้นงาน มีรายได้ โดยดึงดูดบริษัทเอกชนเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร แล้วนำหลักสูตรบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ ทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาด ลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มโอกาสการเข้าทำงาน

ติดปีก SMEs และบาร์เตอร์เทรด

พรรคมองว่า SMEs เป็นการสร้างรายได้ของ "คนตัวเล็ก" ที่รัฐควรสนับสนุน จึงเสนอนโยบาย เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส ด้วยการติดปีก SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนโดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่าบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.) เปิดตลาดใหม่สู่ระบบออนไลน์ เพิ่มแหล่งทุน สร้างความเป็นธรรมค่า GP, E-Commerce Platform SME, จัดการ Nominee, ขยาย Local content ฉวยโอกาส RVC traps, หาตลาดใหม่ เสริม Business matching, ติดปีกทูตพาณิชย์ ชูธุรกิจบริการ Off-to-On Plus

ภายใต้นโยบาย เกษตรมั่นคง พรรคเสนอให้การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่ใช้งบประมาณมาก เช่น ฝูงบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟรีเกต ต้องทำในลักษณะบาร์เตอร์เทรด หรือการค้าแลกเปลี่ยน โดยต้องเจรจาต่อรองให้ซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด จากประเทศไทย ใช้หลักการหาประโยชน์ร่วมเพื่อเป็นช่องทางระบายสินค้าการเกษตร หากดำเนินมาตรการนี้อย่างเคร่งครัด จะทำให้ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง และราคาพืชผลการเกษตรจะสูงขึ้น

สร้างกำแพงปกป้องประเทศ

พรรคเสนอนโยบาย "สร้างกำแพง" เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะภัยทางทหารเท่านั้น แต่รวมถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามากดราคาพืชผล แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา เพื่อปกป้องอธิปไตย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ไทยเป็นไท ในเวทีโลก และเศรษฐกิจสีเขียว

พรรคเสนอการทูตเชิงรุกครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด โดยต้องมีบทบาทในการทำให้โลกดีขึ้น ให้ไทยเข้าไปมีบทบาทเด่นในเวทีโลก ยืนยันคุณค่าของประเทศไทยในฐานะประเทศประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ทิศทาง การต่างประเทศต้องโปร่งใสและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พรรคให้ความสำคัญกับการเลื่อนเวลาการเข้าถึง Net Zero คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้นจนเหลือเป็นศูนย์ ในปี 2050 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเข้าถึง Net Zero ได้เร็วขึ้นทัดเทียมนานาประเทศ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดอุณหภูมิของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุรุนแรง

นโยบายเหล่านี้เป็นข้อเสนอในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง รายละเอียดการนำไปสู่การปฏิบัติจริง กรอบเวลา และงบประมาณที่ชัดเจนคาดว่าจะมีการเปิดเผยหลังจากพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น