

KEY
POINTS
ภายหลังพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะการเลือกตั้ง และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จึงกลายเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และตลาดการเงินจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเป้าหมายผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ขยายตัวแตะระดับ 3% ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง
นโยบายที่พรรคประกาศไว้ในช่วงหาเสียงครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการยกระดับรายได้ภาคเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม การเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ
คำถามสำคัญคือ เมื่อสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จะมีการจัดลำดับความสำคัญของมาตรการใดเป็นลำดับแรก และกรอบเวลาดำเนินการจะชัดเจนเพียงใด
จังหวะการขับเคลื่อนนโยบายในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ จึงมีนัยต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน ค่าเงินบาท และทิศทางการลงทุนโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
เนื้อหาต่อจากนี้จะพาไปเจาะลึกว่า พรรคภูมิใจไทยวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไว้อย่างไร และมาตรการใดมีแนวโน้มถูกหยิบขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
พรรคภูมิใจไทยระบุว่าหากได้รับการสนับสนุน โครงการ "คนละครึ่งพลัส" จะดำเนินการต่อเนื่อง โดยอ้างอิงผลสำเร็จของโครงการที่ผ่านมาซึ่งเปิดใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568
โครงการมีมูลค่าการใช้จ่ายรวม 84,185.7 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 81,151.3 ล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์มส่งอาหาร 3,034.4 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 9,211,118 ราย ร้านค้าเข้าร่วม 999,350 ราย และผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ 98,930 ราย
พรรคอธิบายว่าโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 โดยเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างรายได้และสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน จะก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งเป็นวงกว้าง สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569
ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พรรคนำเสนอ "โครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า" ให้ประชาชนผ่อนเพียงเดือนละ 300 บาท 60 งวด เป็นการลดรายจ่ายการเดินทางและผลักดันไปสู่ Net Zero 2050
สำหรับค่าไฟฟ้า พรรควิเคราะห์ว่าเป็นรายจ่ายสำคัญสำหรับครอบครัวกว่า 29 ล้านครัวเรือน จึงเสนอมาตรการพลังงานสีเขียว (Direct PPA) โดยทำโซล่าเซลล์ชุมชนส่งไฟฟ้าตรงถึงบ้านเรือน ไม่ผ่านหน่วยงานที่คิดค่าดำเนินการและค่าภาษี ส่งผลให้ประชาชนจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก
พรรควิเคราะห์ว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนสำหรับผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก มีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐ จึงต้องทบทวนสิทธิและทำใหม่ทั้งหมด โดยคัดกรองให้เป็นคนที่จนจริง คนที่ไม่จนจริงจะถูกยกเลิกบัตร ไม่จำกัดว่าจะมีเท่าไร แต่ให้สิทธิทุกคน เมื่อมีฐานข้อมูลใหม่ที่ทราบจำนวนแน่นอนแล้ว คนจนจะได้สิทธิมากยิ่งขึ้น
พรรคเสนอนโยบาย "พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์" ผ่านการปรับปรุงระบบเตือนภัย และมาตรการเยียวยา
ระบบเตือนภัยจะยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ เสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ระดับโลก บูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานอย่างโปร่งใส จัดทำผังรายละเอียดรายตำบล และสร้างช่องทางส่งต่อข้อมูลถูกต้องให้ประชาชน
สำหรับมาตรการเยียวยา พรรคอ้างว่าที่ผ่านมาช่วง 3 เดือนที่เป็นรัฐบาล ต้องจ่ายเงินเยียวยาภัยพิบัติกว่า 33,000 ล้านบาท จึงเสนอตั้ง "กองทุนภัยพิบัติ" โดยรัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือนให้ครัวเรือนทั้งหมด 29,505,775 ครัวเรือน รวมมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อเกิดภัย AI จะจับข้อมูลและจ่ายเงินทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท ประชาชนสามารถเพิ่มวงเงินประกันสูงขึ้นได้ด้วยตนเอง
พรรคเสนอมาตรการ "1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด" เป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์บำบัดครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้สะดวก ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
โครงการ "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" จะจ้างงานผู้จบการศึกษาด้านพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิคการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุกเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้สูงอายุและสตรีตั้งครรภ์
พรรคตระหนักถึงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จึงเสนอ 4 มาตรการ ได้แก่ การให้นายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท, ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50, การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยนำที่ดินรัฐมาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุน พร้อมให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI) และความช่วยเหลือทางด้านภาษี เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดูแล
พรรควิเคราะห์ว่าแม้ประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมีเด็กกว่า 1 ล้านคนถูกผลักออกจากระบบการศึกษา จึงเสนอนโยบายที่ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก
การศึกษาเท่าเทียม พลัส 1 คือการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา
การศึกษาเท่าเทียม พลัส 2 คือ Skill Bridge สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เน้นทักษะ เน้นงาน มีรายได้ โดยดึงดูดบริษัทเอกชนเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร แล้วนำหลักสูตรบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ ทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาด ลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มโอกาสการเข้าทำงาน
พรรคมองว่า SMEs เป็นการสร้างรายได้ของ "คนตัวเล็ก" ที่รัฐควรสนับสนุน จึงเสนอนโยบาย เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส ด้วยการติดปีก SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนโดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่าบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.) เปิดตลาดใหม่สู่ระบบออนไลน์ เพิ่มแหล่งทุน สร้างความเป็นธรรมค่า GP, E-Commerce Platform SME, จัดการ Nominee, ขยาย Local content ฉวยโอกาส RVC traps, หาตลาดใหม่ เสริม Business matching, ติดปีกทูตพาณิชย์ ชูธุรกิจบริการ Off-to-On Plus
ภายใต้นโยบาย เกษตรมั่นคง พรรคเสนอให้การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่ใช้งบประมาณมาก เช่น ฝูงบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟรีเกต ต้องทำในลักษณะบาร์เตอร์เทรด หรือการค้าแลกเปลี่ยน โดยต้องเจรจาต่อรองให้ซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด จากประเทศไทย ใช้หลักการหาประโยชน์ร่วมเพื่อเป็นช่องทางระบายสินค้าการเกษตร หากดำเนินมาตรการนี้อย่างเคร่งครัด จะทำให้ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง และราคาพืชผลการเกษตรจะสูงขึ้น
พรรคเสนอนโยบาย "สร้างกำแพง" เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะภัยทางทหารเท่านั้น แต่รวมถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามากดราคาพืชผล แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา เพื่อปกป้องอธิปไตย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
พรรคเสนอการทูตเชิงรุกครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด โดยต้องมีบทบาทในการทำให้โลกดีขึ้น ให้ไทยเข้าไปมีบทบาทเด่นในเวทีโลก ยืนยันคุณค่าของประเทศไทยในฐานะประเทศประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ทิศทาง การต่างประเทศต้องโปร่งใสและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พรรคให้ความสำคัญกับการเลื่อนเวลาการเข้าถึง Net Zero คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้นจนเหลือเป็นศูนย์ ในปี 2050 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเข้าถึง Net Zero ได้เร็วขึ้นทัดเทียมนานาประเทศ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดอุณหภูมิของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุรุนแรง
นโยบายเหล่านี้เป็นข้อเสนอในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง รายละเอียดการนำไปสู่การปฏิบัติจริง กรอบเวลา และงบประมาณที่ชัดเจนคาดว่าจะมีการเปิดเผยหลังจากพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น