

KEY
POINTS
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบข้อกังวลและข้อเสนอแนะของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) หลังจากกระทรวงพาณิชย์ รายงานผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยพบว่า ประเทศไทย ยังคงถูกจัดสถานะอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List: WL)
ทั้งนี้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) มีข้อกังวลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ว่า ขณะนี้ยังคงพบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ได้ทั่วไป โดยเฉพาะบนช่องทางออนไลน์
แม้จะมีการดำเนินการปราบปรามตามพื้นที่โกดังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า โดยเจ้าของสิทธิมีข้อกังวลเกี่ยวกับการที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการกับผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่าผู้ผลิตและผู้กระจายสินค้ารายใหญ่
จึงต้องการให้ไทยปรับปรุงมาตรการบังคับใช้สิทธิให้มีประสิทธิภาพและสามารถยับยั้งการละเมิดมากยิ่งขึ้น รวมถึงให้ดำเนินคดีทางอาญากับผู้ผลิตสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาต้นน้ำให้มากขึ้น
ทั้งนี้แม้เจ้าของสิทธิบางส่วนจะรายงานผลในเชิงบวกของมาตรการในการรับแจ้ง ซึ่งเป็นมาตรการภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ที่ไทยได้จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2564
แต่ยังคงมีเจ้าของสิทธิบางส่วนที่เห็นว่า และนำสินค้าละเมิดออกจากช่องทางการจำหน่ายของแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ มาตรการดังกล่าวส่งผลในทางปฏิบัติ เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดที่ยังไม่เพียงพอสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ ออนไลน์ผ่านการใช้อุปกรณ์และแอปพลิเคชันดาวน์โหลดข้อมูลเนื้อหา (content) ที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่วนการดำเนินคดีอาญากับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ใช้เวลานาน และแม้ว่า ท้ายที่สุดแล้วจะมีการตัดสินลงโทษ โทษนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งพฤติกรรมการกระทำความผิดในอนาคต
อีกทั้งยังคงพบปัญหาการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในภาคเอกชน และการดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในทางแพ่งใช้เวลานาน อีกทั้ง ค่าเสียหายที่เจ้าของสิทธิได้รับมีจำนวนที่ต่ำเกินไป
ส่วนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สหรัฐฯ สนับสนุนให้ไทยเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ ให้แล้วเสร็จ และเข้าเป็นภาคีองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WPPT) โดยเร็ว
รวมทั้งพิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ เพิ่มเติม เพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลของสหรัฐฯ เช่น ปัญหาและอุปสรรคในการจับกุมการลักลอบบันทึกภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ การแอบอ้างสิทธิในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และข้อยกเว้นบทบัญญัติเรื่อง การห้ามการหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยีที่กว้างเกินไป
พร้อมเน้นย้ำให้ไทยแก้ไขปัญหางานจดทะเบียนสิทธิบัตรค้างสะสม (backlog) โดยเฉพาะในสาขาเภสัชภัณฑ์ ขณะที่สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546
สหรัฐฯ จึงขอให้ไทยดำเนินการให้ความคุ้มครอง GI อย่างโปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการอันควรตามกฎหมาย พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การให้ความคุ้มครอง GI จะต้องไม่ลิดรอนสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในการใช้ชื่อสามัญ
ทั้งนี้สหรัฐฯ ยังสนับสนุนให้ไทยจัดให้มีระบบที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการนำข้อมูล ผลการทดสอบยาและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรที่ใช้ประกอบในการขึ้นทะเบียนยาและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร จากการถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างไม่เป็นธรรม และการเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่เปิดช่องให้กำหนดสัดส่วนระหว่างภาพยนตร์ไทยกับภาพยนตร์ต่างประเทศที่จะนำออกฉายในโรงภาพยนตร์ จึงสนับสนุนให้ไทยเร่งกระบวนการออกพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. .... ตามที่ได้มีการเผยแพร่ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ซึ่งนำบทบัญญัติที่กำหนดสัดส่วนภาพยนตร์ตามกฎหมายเดิมออกไป
อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า แม้ในปีนี้ USTR ยังคงจัดสถานะของไทยในบัญชี WL แต่ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้มี แผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ไทยจะใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ เพื่อให้ USTR พิจารณาถอดไทยออกจากบัญชีดังกล่าว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เห็นชอบ IP Work Plan และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและดำเนินการตามแนวทางภายใต้แผนงานฯ ต่อไปแล้ว
ประกอบกับ คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ยังได้มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ.2569 - 2570 ที่ระบุรายละเอียดการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เป็นแนวทางการดำเนินการ อีกทั้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เวียนแผนพัฒนาฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และร่วมดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงแจ้งต่อครม.ว่า จะดำเนินการติดตามและรวบรวมข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนพัฒนาฯ เพื่อผลักดันการปฏิบัติตาม IP Work Plan ให้สำเร็จลุล่วงต่อไป