thansettakij
สหรัฐฯ เชิญไทยประชุม 'แร่ธาตุสำคัญ' ร่วม 50 ประเทศ ลดผูกขาดของจีน

สหรัฐฯ เชิญไทยประชุม 'แร่ธาตุสำคัญ' ร่วม 50 ประเทศ ลดผูกขาดของจีน

05 ก.พ. 2569 | 03:20 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.พ. 2569 | 03:34 น.

สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศที่กรุงวอชิงตัน ดีซี หารือเกี่ยวกับการเพิ่มการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญ หลังลดการผู้ขาดจากจีน โดยมีไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกเชิญพร้อมกับอีก 50 ประเทศ

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติ โดยเชิญไทยและอีกหลายประเทศเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางลดการพึ่งพาและอิทธิพลของจีนในตลาดแร่ธาตุสำคัญของโลก
  • สหรัฐฯ เสนอให้จัดตั้งกลุ่มการค้าแร่ธาตุสำคัญระหว่างพันธมิตร พร้อมกำหนดราคาขั้นต่ำ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน
  • การประชุมนี้มีขึ้นเนื่องจากจีนควบคุมการผลิตแร่ธาตุหายากของโลกถึง 70% ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า สหรัฐเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศที่กรุงวอชิงตัน ดีซี (4 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับการเพิ่มการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอิทธิพลของจีนในการควบคุมแร่ธาตุสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เสนอแนวคิดในการก่อตั้งกลุ่มการค้าแร่ธาตุสำคัญใหม่ และประสานการกำหนดราคาขั้นต่ำ ขณะที่วอชิงตันพยายามลดการควบคุมของจีนในอุตสาหกรรมการผลิตแร่ธาตุหายาก

เขากล่าวเมื่อวันพุธว่า สงครามการค้าตลอดปีที่ผ่านมาได้เปิดเผยให้เห็นถึงความพึ่งพิงของประเทศส่วนใหญ่ต่อแร่ธาตุสำคัญที่จีนครอบงำอยู่

เราต้องการให้สมาชิกก่อตั้งกลุ่มการค้าภายในกลุ่มพันธมิตรและคู่ค้า ซึ่งรับประกันการเข้าถึงอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ในขณะที่ยังขยายการผลิตไปทั่วทั้งภูมิภาค สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือโอกาสในการพึ่งพาตนเอง ที่เราจะไม่ต้องพึ่งพาใครนอกจากกันและกัน สำหรับแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงอุตสาหกรรมของเราและเพื่อการเติบโต

 

ทั้งนี้ จีนยังคงควบคุมการขุดแร่ธาตุหายากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของโลก แร่ธาตุสำคัญเหล่านี้ถูกใช้ในผลิตภัณฑ์สำคัญที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน เช่น สมาร์ทโฟนและรถยนต์

สหรัฐฯ อยู่ในอันดับที่สองห่างไกลด้วยสัดส่วนเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีช่องว่างที่ต้องปิดอย่างมาก ผลที่ตามมาคือประธานาธิบดีทรัมป์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในปี 2025 พบปะผู้นำจากยูเครน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเจรจาข้อตกลงการค้าซึ่งมุ่งเน้นการเข้าถึงแร่ธาตุหายากและแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้สหรัฐฯ มีโอกาสแข่งขันกับจีน

ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมเมื่อวันพุธ ได้แก่ เกาหลีใต้ อินเดีย ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

การประชุมนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตร ขณะเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ได้พยายามที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์กโดยไม่ได้รับการร้องขอ

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวกล่าวว่าจะสร้างคลังแร่ธาตุสำคัญใหม่และตั้งชื่อแผนนี้ว่า “Project Vault” ซึ่งมาพร้อมกับการโทรศัพท์ของทรัมป์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นการพูดคุยที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ชัดเจนว่าในการพูดคุยนั้นมีการพูดถึงกลุ่มการค้าที่เสนอนี้หรือไม่

การกำหนดราคาขั้นต่ำ

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะเปิดเผยระบบราคาขั้นต่ำที่วอชิงตันหวังว่าจะปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนในโครงการขุดและแปรรูปแร่ธาตุที่ประสบปัญหาการแข่งขันกับการจัดหาจากจีนที่ราคาถูก

แนวทางนี้อาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสำหรับวัสดุที่จำเป็นต่อยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และระบบการป้องกันเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันจะทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตเพิ่มขึ้นในระยะสั้นและทำให้ความตึงเครียดทางการค้ากับปักกิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

การขยายการควบคุมการส่งออกของจีนต่อแร่ธาตุหายากเมื่อปีที่แล้วทำให้เกิดการล่าช้าและการหยุดชะงักในการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปและสหรัฐฯ และการผลิตลิเธียมในจีนที่เกินความต้องการทำให้แผนการขยายการผลิตในสหรัฐฯ ล่าช้า

ด้านสถานทูตจีนในวอชิงตันกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อถามถึงการประชุมนี้ ว่าจีนได้มีบทบาทสำคัญและสร้างสรรค์ในการรักษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมและการจัดหาของแร่ธาตุสำคัญทั่วโลกให้ปลอดภัยและมั่นคง และยินดีที่จะดำเนินความพยายามที่กระตือรือร้นในเรื่องนี้ต่อไป

อิทธิพลของจีนได้แสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ในเดือนตุลาคม เมื่อทรัมป์ตกลงที่จะลดภาษีสินค้าเกษตรจากจีนเพื่อตอบแทนที่จีนสัญญาว่าจะไม่บังคับใช้ข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นกับการส่งออกแร่ธาตุหายาก

การประชุมนี้แสดงให้เห็นถึงการผลักดันของสหรัฐฯ ที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อรับมือกับการครอบงำของจีนในภาคนี้ โดยการประสานเครื่องมือทางนโยบายในช่วงเวลาที่ทรัมป์ทำให้พันธมิตรหลายประเทศรู้สึกไม่พอใจจากนโยบายภาษี “America First”