thansettakij
มติครม.ไฟเขียวลดเงินนำส่ง FIDF ชั่วคราว 1 ปี หนุนสินเชื่อ SME เจอน้ำท่วม

มติครม.ไฟเขียวลดเงินนำส่ง FIDF ชั่วคราว 1 ปี หนุนสินเชื่อ SME เจอน้ำท่วม

03 ก.พ. 2569 | 06:53 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.พ. 2569 | 07:18 น.

มติครม. ไฟเขียว การปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ชั่วคราว 1 ปี ใช้เป็นแหล่งเงินรองรับโครงการ SMEs Credit Boost และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เป็นการชั่วคราว 1 ปี จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี
  • เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการ "SMEs Credit Boost" ที่จะช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการ SME มากขึ้น
  • เพื่อสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรุนแรง โดยให้พักชำระหนี้และยกเว้นดอกเบี้ย

3 กุมภาพันธ์ 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี จากร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินรองรับโครงการ SMEs Credit Boost และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย

“โครงการ SMEs Credit Boost เป็นหนึ่งในนโยบายควิกบิ๊กวิน เพื่อช่วยเติมสภาพคล่องและช่วยทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน เพราะที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ให้เอสเอ็มอี ซึ่งกลไกจะนำเงินกองทุน FIDF ส่วนหนึ่งเข้ามาค้ำประกัน ถือเป็นความร่วมมือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. กระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยให้เอสเอ็มอีมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายเพิ่มเติมว่า ได้ ครม.รับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแนวทางการดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยร้ายแรง โดยมีมาตรการสำคัญคือ โครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

โครงการ SMEs Credit Boost ใช้กลไกการชดเชยความเสียหายด้านเครดิตให้แก่สถาบันการเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs ประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อ SMEs ทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวและขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังรับทราบ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) โดยครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ให้สามารถพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้โดยเร็ว

สำหรับแนวทางปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี จากร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินรองรับมาตรการดังกล่าว รวมวงเงินประมาณ 23,400 ล้านบาท 

โดยยืนยันว่าการปรับลดอัตรา FIDF Fee ดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินและแผนการชำระหนี้ของกองทุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้แล้วเสร็จภายในปี 2575

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดได้รับความเห็นชอบในหลักการจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระหนี้ และสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยังเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและภัยพิบัติต่อไป