thansettakij
‘ศุภจี’ ยันไร้สัญญาณสหรัฐฯ กดดันรีดภาษีไทยเพิ่ม ชงครม.ปรับความตกลง

‘ศุภจี’ ยันไร้สัญญาณสหรัฐฯ กดดันรีดภาษีไทยเพิ่ม ชงครม.ปรับความตกลง

28 ม.ค. 2569 | 05:37 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ม.ค. 2569 | 06:36 น.

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รมว.พาณิชย์ ยอมรับเจรจาภาษีทรัมป์ การค้าไทย-สหรัฐ ยังเดินหน้าต่อ ไม่มีสัญญาณกดดันรีดภาษีเพิ่ม ชง ครม.รับทราบการแก้ไขแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลง ใส่รายละเอียดภาษี 19%

KEY

POINTS

  • 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังไม่มีสัญญาณกดดันให้ไทยต้องปรับขึ้นภาษี และการเจรจาการค้ายังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น
  • มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการปรับปรุงร่างแถลงการณ์ร่วมฯ กับสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น เช่น การระบุอัตราภาษีต่างตอบแทนที่ 19%
  • การปรับแก้ข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ โดยจะได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลงจาก 36% เหลือ 19%

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของกรอบความตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ โดยยืนยันว่า กระบวนการเจรจายังคงเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่มีสัญญาณที่น่ากังวลจากฝ่ายสหรัฐฯ และตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณกดดันจากสหรัฐฯ เชื่อว่าประเทศไทยยังไม่ประสบเหมือนที่เกาหลีใต้ต้องเผชิญ โดยทีมเจรจาของไทยยังคงดำเนินการหารือตามกรอบการเจรจาปกติและทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

“ตอนนี้ไม่มีค่ะ ตอนนี้เรายังเจรจาอยู่ ทุกอย่างราบรื่น จนถึงขณะนี้ไม่มีสัญญาณที่กดดันจากสหรัฐ ทั้งคำเตือนหรือท่าทีในเชิงลบจากทางสหรัฐ ทีมเจรจาของไทยยังคงดำเนินการหารือตามกรอบการเจรจาปกติ” นางศุภจี ระบุ

ส่วนกรณีกระทรวงพาณิชย์รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 รับทราบ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย (Joint Statement on Framework United States-Thailand Agreement on Reciprocal Trade) นั้น

ถือเป็นการรายงานให้ทราบถึงความคืบหน้าจากการเจรจาครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่ข้อตกลงฉบับใหม่ โดยสาเหตุที่มีการนำเสนอ ครม.อีกครั้งเนื่องจากมีการใส่รายละเอียดที่ขาดไปเพิ่มเติมเพื่อให้เอกสารมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

รมว.พาณิชย์ยกตัวอย่างว่า ในการหารือครั้งที่แล้วไม่ได้ใส่ในเรื่องเปอร์เซ็นต์ของอัตราภาษีที่สหรัฐฯเรียกเก็บจากสินค้าไทยก็ใส่เข้าเป็น 19% อย่างไรก็ตามสถานะของเอกสารฉบับนี้ยังเป็นเพียง ร่างแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เท่านั้นยังไม่ใช่ข้อตกลงที่มีผลผูกพันอย่างเป็นทางการ

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า การปรับปรุงร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอต่อครม.ไปล่าสุด โดยสหรัฐได้เสนอขอปรับเปลี่ยนสาระและถ้อยคำในบางส่วนของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เพื่อให้สะท้อนข้อเท็จจริงและสถานะการดำเนินการ ดังนี้

1.การระบุอัตราภาษีต่างตอบแทนที่ 19% จากเดิมที่ไม่ได้ระบุอัตราภาษีดังกล่าว

2.เพิ่มการระบุว่า สหรัฐอเมริกาจะกำหนดรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้ภาคผนวก 3 (Annex II) ของคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) ฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2568 ว่าด้วยเรื่องสินค้าที่อาจมีการปรับอัตราภาษีสำหรับประเทศคู่ค้าที่มีแนวทางสอดคล้องกัน (Potential Tarif Adjustments for Aligned Partners) เพื่อพิจารณาการยกเว้นการจัดเก็บภาษีในสินค้าดังกล่าวให้กับประเทศคู่ค้าที่บรรลุผลการเจรจากับสหรัฐเพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้นจากเดิมที่ได้มีการระบุอ้างอิงถึงถึงคำสั่งดังดังกล่าว

3.ตัดประเด็นการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าออกซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายสหรัฐยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว

4.ปรับถ้อยคำในบางส่วนให้กระชับและสะท้อนถึงกระบวนการเจรจา เช่น การปรับข้อความจาก "will continue to finalize" (จะดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อสรุป) เป็น "will finalize" (จะสรุป)

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอปรับแก้สาระและละถ้อยคำดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นการปรับแก้ในสาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ แต่เป็นการเพิ่มรายละเอียด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งไม่ขัดกับหลักการที่ ครม.เห็นชอบไว้ เมื่อวันที่ 1  สิงหาคม 2568 

โดยการสรุปผลแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวกับสหรัฐฯ ช่วยกำหนดอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal tariff) ของไทยที่ระดับ 19% ให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม

อย่างไรก็ตามภาคการส่งออกของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกากว่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีต่างตอบแทนที่ปรับลดจาก36% เป็น19% ทันที ในขณะที่การลดภาษีของไทยยังไม่มีผลจนกว่าจะสรุปความตกลงได้และผ่านความเห็นชอบจาก ครม.และรัฐสภาต่อไป