thansettakij
สมาพันธ์ SME ไทยแนะตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหนุนรายเล็กปรับตัวสู้ทุนเทา

สมาพันธ์ SME ไทยแนะตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหนุนรายเล็กปรับตัวสู้ทุนเทา

26 ม.ค. 2569 | 07:43 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ม.ค. 2569 | 07:43 น.

สมาพันธ์ SME ไทยแนะรัฐบาลใหม่ตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหนุนผู้ประกอบการรายเล็กปรับตัวสู้ทุนเทา มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

KEY

POINTS

  • สมาพันธ์ SME ไทยเสนอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ประมาณ 3%) ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (Micro & Small) โดยเฉพาะ
  • ชี้ว่ามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ (Soft Loan) ที่ผ่านมามักไม่ถึงผู้ประกอบการรายเล็ก ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบหรือสินเชื่อดอกเบี้ยสูงมาก
  • กองทุนนี้จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้ธุรกิจรายเล็กมีสภาพคล่อง สามารถปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับทุนต่างชาติและทุนเทาได้
  • เสนอให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัดร่วมกันพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยดูจากการดำเนินกิจการจริงเป็นหลัก เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นเรื่องการปรับตัวของภาคธุรกิจปี 2569 ว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น เบื้องต้นก็คงต้องลุ้นผลการเลือกตั้ง หากรัฐบาลมีเสถียรภาพดี ความเชื่อมั่นมา ความหวังเกิด ก็น่าจะนำไปสู่การแก้โจทย์แก้ปัญหาให้กับภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจหลายเรื่องได้ 

“ขอให้ให้รัฐบาลหน้า ไม่ว่าใครจะมาก็แล้วแต่มีเสถียรภาพ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทย แล้วก็สร้างความหวังให้กับเศรษฐกิจไทยได้๐ 

ส่วนประเด็นเรื่องการปรับตัวนั้น สมาพันธ์ฯคงเจาะลึกไปที่กลุ่ม MSME หรือรายเล็กรายย่อย (Micro & Small) โดยกลุ่ม Micro ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2.75 ล้านราย ขณะที่กลุ่ม Small มีอยู่ประมาณ 420,000 ราย 

 

โดยต้องการฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ว่า กลุ่มดังกล่าวมีขนาดเล็กเกินกว่าจะปรับตัวได้ด้วยตนเอง อาจต้องมีตัวช่วยเพราะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมาก เพราะมาตรการที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน หรือการปรับตัวผู้ที่ทำได้ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มียอดขายหลักสิบล้านบาท หรือร้อยล้านบ้าน หรือเรียกว่ากลุ่มมีเดียม (Medium) มีทีมงานหลักร้อยคนได้ประโยชน์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเนี่ย กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือ SME ก็คือผู้ประกอบการไซส์มีเดียมดังกล่าว 

ส่วนผู้ประกอบการที่เล็กลงมาเนี่ย ที่เรียกว่า Small ซึ่งมีทีมงานหลักสิบคน ยอดขายอาจจะเกิน 1.8 ล้านบาทไปถึงหลัก 30 ล้านบาท โดยกลุ่ม Micro ที่มียอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องการการปรับตัวแต่ว่าต้องการตัวช่วย เพราะฉะนั้นหากจะช่วย SME อย่าเพียงแค่ออกสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หรือซอฟต์โลน (Soft Loan) ดอกเบี้ย 3%-3.5% มาเท่านั้น เพราะจะไปไม่ถึงกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าว

สมาพันธ์ SME ไทยแนะตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหนุนรายเล็กปรับตัวสู้ทุนเทา

ซึ่งต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ซอฟท์โลนที่ออกมาทุกครั้งจะไปถึงผู้ที่มีความพร้อมมากกว่า ก็คือกลุ่มมีเดียม ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60,000-65,000 ราย โดยจะเป็นกลุ่มที่ได้รับสินเชื่อซ้ำๆวนไปวนมาตลอด

ขณะที่กลุ่ม Micro & Small หากยังใช้มาตรการทางการเงินในการช่วยเหลือผ่านสถาบันการเงินอย่างธนาคารตามปกติก็จะเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน 

ดร.ณพพงศ์ กล่าวอีกว่า ของสมาพันธ์ SME ไทยจึงต้องการเรียกร้องให้มีการตั้งเป็นกองทุน ซึ่งรัฐอาจจะต้องช่วยชดเชยบ้าง โดยอาจยึดตามโครงสร้างที่เคยดำเนินการมาก่อน ซึ่งจะมีคณะกรรมการแต่ละจังหวัด มีภาคเอกชน สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย หอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  

นอกจากนี้ ก็จะต้องมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเพื่อพิจารณา โดยการพิจารณากองทุนในลักษณะดังกล่าวอาจจะต้องกำหนดว่ามีการจ้างงานไม่เกิน 10 คน หรือมีการดำเนินกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว แผงผักถ้าเปิดกิจการมาไม่น้อยกว่า 2 ปีถือว่าอยู่ได้ ซึ่งหมายถึงว่าความเสี่ยงในการล้มหายตายจากก็น้อยลง

อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวอาจจะให้ภาคเอกชนรวบรวมรายชื่อร้านค้าภายในจังหวัด เพราะจะเป็นผู้ที่มีข้อมูล ซึ่งข้าราชการที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการก็สามารถไปตรวจสอบได้ โดยที่ภาคเอกชนก็คัดค้าน หรือคานอำนาจกันเองได้ว่ารายใดใช่หรือไม่ใช่ มีการไปตรวจสอบที่ไม่ไม่ได้ดูแค่งบการเงิน แต่ไปตรวจว่าประกอบกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มีลูกน้องหรือพนักงานอาจไม่เกิน 10 คนก็ได้ ตรวจเพียงเท่านี้ ขณะที่วงเงินที่ปล่อยสินเชื่อก็อาจจะจำกัดว่าให้ได้ไม่เกิน 250,000-500,000 บาท ดอกเบี้ย 3% 

หลังจากนั้นเมื่อผ่อนชำระแล้ว 12 งวด หรือ 1 ปีแรกสามารถทำได้ตรงตามเวลา ก็มีแรงจูงใจให้โดยมีส่วนลดประมาณ 0.25% สำหรับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นการสร้างวินัยการเงินให้อีกทางหนึ่ง ส่วนผู้ที่ได้สินเชื่อเรื่องทุก 3 เดือนจะต้องมาอบรมเรื่องการเงิน เรื่องการจัดระเบียบการเงิน เรียกว่าดำเนินการควบคู่กันไป 

“ประเด็นคือต้องช่วยก่อน เพราะปัจจุบันหากให้เปรียบเทียบก็คือผู้ประกอบการหิว หรือเรื่องปากท้องกำลังลำบาก ต้องส่งเงินเเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมมาตรการส่วนลดดอกเบี้ย เพื่อให้ปรับตัวเข้าสู่วินัยการเงิน ก็จะทำให้มีแรงจูงใจว่าต้นทุนการเงินลดลงเรื่อย ๆ” 

ดร.ณพพงศ์ อธิบายต่อไปว่า การที่ต้องช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินโดยมีดอกเบี้ย 3% ให้คนกลุ่มดังกล่าวนั้น เนื่องจากปัจจุบันสินเชื่อที่กลุุ่มดังกล่าวเข้าถึงได้คือ นาโนไฟแนนซ์กับพิโกไฟแนนซ์ซึ่งมีดอกเบี้ย 30% บวกต่อปี หรือหากเข้าไม่ถึงก็ต้องรับดอกเบี้ย 20-30% ต่อเดือน จากการกู้นอกระบบ ซึ่งทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ เพราะแค่ต้องหาเงินมาชำระดอกเบี้ยก็ลำบากแล้ว

“หากได้รับสินเชื่อลงจากภาครัฐดอกเบี้ยเหลือแค่ 3% ก็จะทำให้ต้นทุนภายในร้าน หรือต้นทุนทางการเงินถูกลง ก็จะปรับตัวสู้กับกลไกราคาสินค้าที่มาจากต่างประเทศ ทั้งทุนเทา และการซื้อขายผ่านออนไลน์ได้”

อย่างไรก็ตาม หากมีวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ปล่อยสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 250,000 บาท ก็จะมีผู้ที่เข้าถึงแหล่งทุนประมาณ 400,000 ราย หรือประมาณ 10% จากกลุ่มจาก Micro & Small ที่มีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย เงินก็จะเริ่มหมุนเวียนที่ฐานรากได้ หลังจากนั้นก็จะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยที่ต้องไม่ใช่เงินแบบให้เปล่า เมื่อมีการชำระคืนก็จะมีวงเงินไปปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มใหม่ที่ต้องการความช่วยเหลือที่ยังอยู่ในฐานรากต่อไป 

“หากสามารถช่วยเหลือในรูปแบบดังกล่าวได้ เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กลไกการบริโภคเรื่องปากท้องภายในประเทศ และเงินก็จะเริ่มหมุนเวียนจากการปล่อยสินเชื่อลงไป ทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลงทันที ส่วนกลไกต่างประเทศที่ต้องปรับตัวก็ทำไป แต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวเพื่อแข่งขัน ดังนั้น จึงมองว่าน่าจะทำแบบที่เห็นผลทันทีก่อนจะดีกว่า เพราะว่าวันนี้มันรอไม่ได้แล้ว”