

KEY
POINTS
ภายใต้บรรยากาศการเมืองไทยที่มุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โจทย์ที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการแก้สารพัดปัญหาเศรษฐกิจ
โดยผลสำรวจเนชั่นโพลระบุชัดว่าคนไทยกว่า 41.91% ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งเพิ่มงานและรายได้ภายใน 100 วันแรก ตามมาด้วยการลดค่าครองชีพ 33.20% และการจัดการหนี้ครัวเรือน 22.05%
ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลนโยบายเศรษฐกิจ อาทิ นโยบายเพิ่มงาน เพิ่มรายได้ ค่าแรง โอกาสทำมาหากิน ช่วย SME ลดค่าครองชีพ ค่าน้ำ ค่าไฟ ขนส่งสาธารณะ รถไฟฟ้า จัดการหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ ปรับโครงสร้างหนี้ ที่แต่ละพรรคการเมือง แจ้งข้อมูลนโยบายหาเสียงไปยัง กกต. ทั้งตัวนโยบายพร้อมวงเงินงบประมาณที่จะใช้ รวมถึงที่มาของแหล่งเงินที่จะใช้ในนโยบายนั้นๆ
พรรคการเมืองต่างมองว่า SME และแรงงานคือเครื่องยนต์หลักที่จะต้องรีบสตาร์ทเครื่องให้ติด
พรรคเพื่อไทย : ชูโครงการ “คนไทยไร้จน” เพื่อเติมรายได้ให้ประชาชนครบ 3,000 บาทต่อเดือน โดยเริ่มลงทะเบียนภายใน 3 เดือนแรก ใช้งบประมาณสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี
พร้อมนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” วงเงิน 5,000 ล้านบาทต่อปี และมีไม้เด็ดคือการให้ รัฐเป็นลูกค้า SME เพื่อกระจายรายได้สู่รายย่อย พร้อมระบุแหล่งเงินทุน มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารระบบภาษี
พรรคประชาชน : นำเสนอกลยุทธ์ “หวยใบเสร็จ SME” เพื่อดึงร้านค้าย่อยเข้าสู่ระบบภาษี ใช้งบประมาณ 24,000 ล้านบาทต่อปี และมี สินเชื่อสร้างตัว SME (กองทุนเพิ่มผลิตภาพ) วงเงิน 5,000 ล้านบาท
โดยแหล่งเงินทุน 71.57% มาจากงบประมาณแผ่นดินปกติโดยการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และ 11.59% จากเงินทุนหมุนเวียนกองทุน TFFIF และอีกส่วนจากการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP)
พรรคประชาธิปัตย์ : เน้นการ ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน ในพื้นที่ค่าครองชีพสูง ใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี และสนับสนุน SME ผ่านกองทุนร่วมลงทุนในภาคเอกชน วงเงิน 1,000 ล้านบาท แหล่งเงินทุน มาจากงบประมาณแผ่นดินปกติและการบริหารจัดการงบประมาณใหม่
พรรคภูมิใจไทย : เสนอการสร้างงานผ่าน “ทหารอาสา 1 แสนคน” ใช้งบ 22,700 ล้านบาทต่อปี และ “พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย” ใช้งบ 13,500 ล้านบาทต่อปี รวมถึง โครงการคนละครึ่งพลัส วงเงิน 44,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุน มาจากการเกลี่ยงบประมาณประจำปีที่มีความซ้ำซ้อนและมีความจำเป็นน้อย
การลดรายจ่ายคือการเพิ่มรายได้ทางอ้อมที่เห็นผลเร็วที่สุดใน 100 วันแรก
ลดราคาไฟฟ้า:
พรรคภูมิใจไทย: เสนอค่าไฟหน่วยละ 3 บาท (200 หน่วยแรก) ใช้งบประมาณ 63,360 ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินจากงบรายจ่ายประจำปีและรายได้จากโซลาร์เซลล์
พรรครวมไทยสร้างชาติ: ประกาศปรับลดเหลือหน่วยละ 3.33 บาท โดยใช้การปรับโครงสร้างพลังงานและงบประมาณประจำปี
พรรคเพื่อไทย: ตั้งเป้าลดให้ไม่เกินหน่วยละ 3.70 บาท โดยใช้นโยบายบริหารจัดการแบบไม่ใช้งบประมาณรัฐ
พรรคไทยก้าวใหม่: มีแนวคิดสนับสนุน โซลาร์และแบตเตอรี่ภาคประชาชน (Private PPA) ใช้งบ 9,500 ล้านบาท เพื่อลดค่านำเข้า LNG
ขนส่งสาธารณะ/รถไฟฟ้า:
เพื่อไทย: ยืนยันทำ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านการบริหารทรัพย์สินรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ และรถเมล์ 10 บาทใน 10 เส้นทางหลัก ใช้งบ 1,000 ล้านบาทต่อปี
ไทยก้าวใหม่: เตรียมงบชดเชย 14,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อบังคับใช้รถไฟฟ้า 20 บาททุกสายแบบทันที
ประชาธิปัตย์: เสนอค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว (รวมรถไฟฟ้าและรถเมล์) ใช้งบประมาณปีละ 12,500 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินและกลไกกองทุนบริหารจัดการรายได้กลาง
หนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบคือปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนกว่า 22.05% ต้องการให้แก้ไข
พรรคไทยก้าวใหม่ : มีนโยบาย ยกหนี้ กยศ. ทั้งระบบ ใช้งบเฉลี่ยปีละ 51,000 ล้านบาท โดยใช้การออกพันธบัตรการศึกษา (Education Bond)
และโครงการ “คุณสู้หนี้ เราเคลียร์ให้” สำหรับหนี้ไม่เกิน 2 แสนบาท ใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านกลไกการบริหารหนี้ AMC
พรรคเพื่อไทย: เตรียมแผนทำทันทีใน 3 เดือนแรก ทั้งการ ล้างหนี้วัยเกษียณ (งบ 4,000 ล้านบาท) ล้างหนี้นอกระบบ (งบ 6,000 ล้านบาท) และโครงการ “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินมาจากใช้การบริหารงบประมาณและมาตรการกึ่งการคลัง
พรรคกล้าธรรม : วางแผนจัดตั้ง "ธนาคารประชาชน" (Banking for Thais) ใช้งบ 30,000 ล้านบาท และมีนโยบาย แก้หนี้เกษตรกร ที่ใช้งบ 60,000 - 90,000 ล้านบาทต่อปี โดยแหล่งเงินมาจากการปรับลดงบซ้ำซ้อน งบกลาง และการร่วมทุน (PPP)
พรรคประชาชาติ : เน้นการจัดตั้ง กองทุนหมู่บ้านแห่งสันติภาพ วงเงิน 2,120 ล้านบาท เพื่อลดหนี้นอกระบบตามหลักศาสนา โดยแหล่งเงินมาจากเน้นการ "ตัดไขมันส่วนเกิน" เช่น งบอบรม สัมมนา และโฆษณา และการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี