thansettakij
สศอ.เร่งยกระดับอุตฯ เหล็กไทยขึ้นแท่นThai Green Steel รับ CBAM ปี 69

สศอ.เร่งยกระดับอุตฯ เหล็กไทยขึ้นแท่นThai Green Steel รับ CBAM ปี 69

29 ม.ค. 2569 | 05:56 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 05:56 น.

สศอ.เร่งเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยขึ้นแท่นThai Green Steel รับ CBAM ปี 69 มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันผู้ประกอบการ

KEY

POINTS

  • สศอ. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ "เหล็กสีเขียว" (Thai Green Steel) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรับมือมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมในปี 2569
  • เป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์คือการควบคุมและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต โดยจะกำหนดเป้าหมายความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนเป็น 3 ระยะ และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
  • การปรับตัวสู่เหล็กสีเขียวจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้สามารถรองรับกติกาการค้าสีเขียวที่เข้มข้นขึ้นในตลาดโลก

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม 

สศอ. จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่เหล็กสีเขียว เพื่อให้กระบวนการผลิตสามารถควบคุมการปลดปล่อยมลพิษเป็นไปตามมาตรฐาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ 

รวมถึงกำหนดเป้าหมายความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนสำหรับ Thai Green Steel (TGS) เป็น 3 ระยะ โดยเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และรองรับกติกาการค้าสีเขียวที่เข้มข้นขึ้นในตลาดโลก

สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัว 2.52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.60% เนื่องจากการผลิตยานยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปีที่ผ่านมา รวมถึงการส่งออกภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ประกอบกับประชาชนมีการเร่งใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างต่อเนื่อง 

สศอ.เร่งยกระดับอุตฯ เหล็กไทยขึ้นแท่นThai Green Steel รับ CBAM ปี 69

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสำคัญอื่น เช่น เที่ยวดีมีคืน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปี 2568 กลับมาหดตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.78% อยู่ที่ระดับ 95.81  และอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 58.67%

สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจากท่าทีแข็งกร้าวของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในหลายประเด็นได้บั่นทอนบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ประกอบกับความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาส่งผลต่อการค้าชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อสุกรและเนื้อปลาแช่แข็ง รองเท้า เครื่องดื่ม เป็นต้น

ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมกราคม 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยปัจจัยภายในประเทศยังต้องเฝ้าระวัง หลังความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงเนื่องจากความกังวลนโยบายการค้าโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยภาคการผลิตชะลอตัวในสหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่ภาคการส่งออกของจีนและออสเตรเลียขยายตัวได้ในเดือนนี้

สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย

  • น้ำมันปาล์ม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 45.64% จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย 
  • ยานยนต์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.02% จากรถยนต์นั่งขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งไฟฟ้า รถยนต์นั่งไฮบริดขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี และรถปิคอัพ เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนที่ผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว และมีการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ทันก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง
  • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.52% จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ, IC และ PCBA เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตต่อเนื่องของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก

ส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 

  • น้ำตาล หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.71% จากน้ำตาลทรายดิบ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อย เข้าหีบที่ลดลงจากปีก่อน และสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาส่งผลกระทบต่อการตัดอ้อย ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิตชั่วคราว รวมทั้งผู้ผลิตมีการปรับแผนรับอ้อยเข้าสู่โรงงานในช่วงปลายปี
  • เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.27% ตามการชะลอตัวของตลาดในประเทศและต่างประเทศ จากเศรษฐกิจชะลอตัวและผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายปรับลดคำสั่งซื้อเนื่องจากมีสินค้าในสต๊อกจำนวนมาก ประกอบกับมีคำสั่งซื้อสินค้า BTU สูงเพิ่มขึ้น
  • กาแฟ ชา และสมุนไพรผงสำหรับชงเป็นเครื่องดื่ม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 85.89% จากกาแฟสำเร็จรูป เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่หยุดผลิตต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568