thansettakij
‘ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท’ นโยบายพรรค รทสช. เป็นจริงได้หรือไม่

‘ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท’ นโยบายพรรค รทสช. เป็นจริงได้หรือไม่

29 ม.ค. 2569 | 01:29 น.

ตรวจสอบนโยบาย ‘ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท’ พรรค รทสช. เป็นจริงได้หรือไม่ เช็คที่นี่ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมไว้ให้ทั้งหมดแล้ว

KEY

POINTS

  • นโยบายลดราคาน้ำมันเหลือลิตรละ 25 บาทของพรรค รทสช. สามารถทำได้จริง หากคิดจากราคาหน้าโรงกลั่นซึ่งอยู่ที่ประมาณ 16-17 บาทต่อลิตรเท่านั้น
  • สาเหตุที่ราคาขายปลีกสูงกว่ามาก มาจากการบวกภาษีหลายประเภท (เช่น ภาษีสรรพสามิต) เงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาด
  • การทำให้น้ำมันราคา 25 บาทเป็นจริงได้ ต้องแลกกับการที่รัฐจะสูญเสียรายได้จากภาษีเพื่อใช้บริหารประเทศ และขาดเงินกองทุนฯ ที่ใช้พยุงราคาเมื่อตลาดโลกผันผวน

ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท นโยบายพรรครวมไทยสร้างชาติ ( รทสช.) ถือว่าได้รับความสนใจจากประชาชน 

ทั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันมีผลกับค่าครองชีพของประชาชนทั้งทางตรง และทางอ้อม

สำหรับการ “ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท” นั้น เป็นนโยบายเสาหลักที่ 3 ของรทสช. ที่เรียกว่า ทุบภาระค่าพลังงาน ซึ่งกลุ่มนโยบายความมั่นคงด้านพลังงาน ลดค่าครองชีพ ประกอบด้วย

  • ปรับลดค่าน้ำมันลิตรละ 25 บาท
  • ปรับลดค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.33 บาท
  • ปรับลดค่าแก๊สถังละ 360 บาท (ขนาดถัง 15 กิโลกรัม)

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่เป็นคำถามก็คือ นโยบายลดค่าน้ำมันเหลือ 25 บาทสามารถทำได้จริงหรือไม่

ต่อเรื่องดังกล่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ตรวจสอบไปยังแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเพื่อไขปริศนา โดยได้รับคำตอบว่า สามารถทำได้ หากคิดแค่เฉพาะราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันเท่านั้น เพราะปัจจุบันในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 16-17 บาทต่อลิตร

‘ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท’ นโยบายพรรค รทสช. เป็นจริงได้หรือไม่

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศไทยต้องสูงมากกว่าราคาหน้าโรงกลั่น เพราะมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรน้ำมัน ภาษีกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น 

อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าในมุมของแนวคิดนั้นสามารถทำได้ แต่คำถามสำคัญก็คือจะยอมรับกันได้หรือไม่หากประเทศไทยจะต้องไม่มีรายได้ หรือเงินที่นำมาใช้ในการบริหารประเทศ หรือสนับสนุนราคาน้ำมันเมื่อราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ หากรับได้ก็จะได้ใช้ราคาน้ำมันที่ถูกลง

“หากราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยไม่ต้องบวกเพิ่มอะไรเลย คงสามารถขายในราคาที่พรรค รทสช. มีนโยบายออกมาได้ ซึ่งจะทำก็คงทำได้ แต่ต้องแลกมาด้วยการที่ประเทศไม่มีรายได้ เช่น ภาษีสรรพสามิตร ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐบาล หากไม่มีก็ไม่สามารถนำมาใช้ในการบริหารประเทศได้ หรือกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับตลาดโลก ก็ต้องยอมรับที่จะใช้น้ำมันราคาแพงโดยที่ไม่มีการเข้าไปช่วยเหลือ หรืออุดหนุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โดยต้องถามกลับว่าหากเป็นแบบนี้สามารถรับได้หรือไม่”

จากการตรวจสอบผ่านสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) พบว่าโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศไทยจะผ่านผู้เกี่ยวข้องถึง 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ ต้นทุนเนื้อน้ำมัน ,ภาษี ,เงินกองทุน และค่าการตลาด เพราะฉะนั้น ราคาน้ำมัน 1 ลิตร ที่ขายในหน้าปั๊ม จึงประกอบด้วยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนี้

1. ต้นทุนเนื้อน้ำมัน คือ ต้นทุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น ผันผวนไปตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

2. ภาษี มีการจัดเก็บ ดังนี้

  • ภาษีสรรพสามิต จัดเก็บโดย กระทรวงการคลัง ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต นำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
  • ภาษีเทศบาล จัดเก็บโดย กระทรวงการคลัง ในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต มาตรา 150 และจัดส่งให้ กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บ 7% ของราคาขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และจัดเก็บอีก 7% ของค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด

‘ลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาท’ นโยบายพรรค รทสช. เป็นจริงได้หรือไม่

3. กองทุน มีการจัดเก็บ ดังนี้ 

  • เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน
  • เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน

4. ค่าการตลาด คือ ส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการคลังน้ำมัน การขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการ รวมถึงการให้บริการของสถานีบริการที่เติมน้ำมันแต่ละลิตรให้กับประชาชน