thansettakij
หอการค้า ไขลานรัฐแก้คอร์รัปชัน–รื้อกฎหมาย ดัน GDP ไทยโต

หอการค้า ไขลานรัฐแก้คอร์รัปชัน–รื้อกฎหมาย ดัน GDP ไทยโต

27 ม.ค. 2569 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 2569 | 07:42 น.

ดร.ชนินทร์ รองประธานคกก.หอการค้าฯ ระบุ ไทยมีศักยภาพโตเกิน 5% หากเร่งปรับโครงสร้างการเมือง ลดคอร์รัปชัน รื้อกฎหมายล้าสมัย คุมค่าเงินหนุนส่งออก ดึง FDI พุ่งหลายเท่า

KEY

POINTS

  • หอการค้าไทยชี้ว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใสในระบบราชการ จะช่วยลดการรั่วไหลของงบประมาณได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดัน GDP ให้โตถึง 5%
  • กฎหมายที่ล้าสมัยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำธุรกิจ โดยโครงการ Regulatory Guillotine เพื่อยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคกว่า 5-6 หมื่นฉบับมีความล่าช้าอย่างมาก
  • เสนอให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญภาคปฏิบัติเข้ามามีบทบาทนำในการปฏิรูปกฎหมาย แทนที่จะพึ่งพานักกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ถึง 5% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประมาณการของหลายสำนักวิจัยที่ประเมินไว้เพียงร้อยละ 2.5 – 3.5

ทั้งนี้ จากการเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2563 – 2568) พบว่าประเทศไทยมีมูลค่าการเติบโตประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.8 ล้านล้านบาท (เฉลี่ยปีละ 3.5 แสนล้านบาท) ในขณะที่ประเทศเวียดนามเติบโตเร็วกว่าไทย 2.5 เท่า และสิงคโปร์เติบโตเร็วกว่าไทยถึง 4 เท่า 

ดร.ชนินทร์ ย้ำว่าความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากขีดความสามารถของภาคเอกชนไทย เนื่องจากนักธุรกิจไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก แต่ปัญหาหลักมาจาก "โครงสร้างทางการเมือง" ความไม่โปร่งใส และประสิทธิภาพของระบบราชการที่อยู่ในระดับต่ำ

ขณะที่ ปัญหาคอร์รัปชันและความล่าช้าในระบบราชการถูกระบุว่าเป็นต้นทุนมหาศาลของประเทศ หากรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จะสามารถประหยัดงบประมาณและลดการรั่วไหลได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาทบาท เมื่อรวมกับรายได้เพิ่มจากภาคเกษตร 2 แสนล้านบาท ประเทศไทยจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นทันที 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับ GDP ให้ไปถึงเป้าหมาย 5% 

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก BOI ระบุว่าแม้ปัจจุบันไทยจะมีคะแนนความโปร่งใสอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในแอฟริกา แต่ยังมียอดขอรับส่งเสริมการลงทุน (FDI) ถึง 1.3 ล้านล้านบาท หากปรับปรุงความโปร่งใสให้เทียบเท่าเวียดนามหรือเกาหลีใต้ เม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ไทยมากกว่าปัจจุบันหลายเท่า

"ปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำธุรกิจ ความล่าช้าของโครงการ Regulatory Guillotine หรือการยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ที่เป็นอุปสรรคกว่า 5-6 หมื่นฉบับ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาสามารถแก้ไขได้เพียง 400 ฉบับเท่านั้น"

ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้นักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติ เข้ามาเป็นผู้นำในการรื้อกฎหมาย แทนการฝากความหวังไว้กับนักกฎหมายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากนักกฎหมายมักทำงานในระบบแยกส่วนและติดยึดกับกรอบความคิดเดิม ต้องลดอุปสรรคในระบบใบอนุญาตและการกำกับดูแลเพื่อให้ไทยเป็น "Safe Haven" ที่มีความเชื่อมั่น ในสายตานักลงทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญด้านการส่งออก ได้แก่

อุปสงค์ในตลาดสหรัฐฯ คู่ค้ารายใหญ่ เช่น Walmart และ Costco ยังคงเพิ่มคำสั่งซื้อสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Costco ที่เพิ่มปริมาณการรับสินค้าถึง 59% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

อุปสรรคทางการค้า การส่งออกได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) ในอัตราภาษี 36% เป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา หากไม่มีอุปสรรคดังกล่าวและค่าเงินอยู่ในระดับที่เหมาะสม การส่งออกไทยมีศักยภาพเติบโตได้สูงถึง 20-25%

นโยบายค่าเงิน หากค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.50 – 32.00 บาทต่อดอลลาร์ การขยายตัวของภาคส่งออกจะอยู่ที่ประมาณ 5% แต่หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จะส่งผลให้การส่งออกมีโอกาสขยายตัวเกิน10% ทันที