KEY
POINTS
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยฐานเศรษฐกิจว่า ขณะนี้ บีโอไอ ได้นัดประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านที่ดินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาความต้องการที่ดินรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือEEC ที่มีความต้องการที่ดินจำนวนมาก
“การแก้ปัญหาที่ดินตอนนี้ บีโอไอได้นัดประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านที่ดินแล้ว โดยมีรายละเอียดในการแก้ไขปัญหาความต้องการที่ดินที่ไม่เพียงพอค่อนข้างมาก และจะนำผลหารือทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบีโอไอ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเพื่อพิจารณาข้อเสนอต่าง ๆ ต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว
สำหรับการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนในพื้นที่ EEC ในเบื้องต้นนั้น ที่ผ่านมาในการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านที่ดิน จะมีการประสานงานระหว่าง 4 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรมโยธาธิการและผังเมือง และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาสำคัญ คือ การเร่งรัดการออกผังเมืองและการแก้ปัญหาทางสาธารณะ ซึ่งบางแห่งไม่ได้มีการใช้งานแล้ว
นายนฤตม์ กล่าวว่า หน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง จะเข้ามารายงานข้อมูลด้านผังเมืองและที่ดินในพื้นที่เป้าหมายให้กับที่ประชุมพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อจะได้ปลดล็อกและวางแผนการทำงานต่อไป เพื่อให้การจัดเตรียมที่ดินรองรับการลงทุนสามารถดำเนินการไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้ระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย
นายนฤตม์ ยอมรับว่า ปัญหาเรื่องที่ดิน ณ วันนี้ พบว่า ที่ดินที่จะใช้ในการรองรับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่หลักอย่าง EEC ซึ่งเป็นที่ดินผืนใหญ่ ๆ และเป็นสีม่วงเหลือน้อยมาก อีกทั้งยังมีราคาที่สูงมาก แม้ว่าการลงทุนส่วนใหญ่ บีโอไอต้องการผลักดันให้การลงทุนเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมให้มากที่สุด เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และมั่นใจเรื่องการควบคุมดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่วันนี้ในที่ดินในนิคมที่เป็นผืนใหญ่เกิน 50 ไร่เหลือน้อย จึงจำเป็นต้องเพิ่ม supply ที่ดินให้มากกว่านี้
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ในส่วนของแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินดังกล่าว ที่ผ่านมามีโอไอ ได้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านที่ดิน โดยคณะอุนกรรมการชุดนี้จะพิจารณาแนวทางการแก้ไขเรื่องผังเมือง ภายหลังจากพิจารณาข้อมูลในพื้นที่แล้วพบว่า ปัจจุบันที่ดินหลายแห่งติดเรื่องทางสาธารณะหรือบางส่วนติดลำรางสาธารณะที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือไม่มีคนใช้ แต่ยังคงมีอยู่ในแผนที่ ซึ่งถ้าไม่ปลดล็อคก็ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ในการปลดล็อคทางสาธารณะหรือลำรางสาธารณะที่ผ่านมาต้องใช้เวลานานไม่ตํ่ากว่า 7-8 ปี
“ตอนนี้มีบางโครงการค้างไป 10 กว่าปี เพราะติดปัญหานี้ โดยการแก้ไขมี 10 กว่าขั้นตอนคือต้องไปเริ่มต้นจากในท้องถิ่นก่อน โดยต้องให้ชาวบ้านเห็นชอบ อบต.ไฟเขียวแล้วขึ้นมาถึงระดับจังหวัด ก่อนขึ้นมาถึงในอำเภอแล้วจึงขึ้นมาจังหวัด เมื่อเสร็จก็เข้ามาที่กรมที่ดิน แต่หลายโครงการติด เพราะยังไม่ผ่านท้องถิ่นเลย ทำให้โครงการลงทุนหลายโครงการติดปัญหานี้จำนวนมาก ดังนั้นบีโอไอจึงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาร่วมกันแก้ปัญหา” เลขาธิการบีโอไอ ระบุ
อย่างไรก็ตามบีโอไอจะเร่งจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาให้กับโครงการลงทุน โดยปัจจุบันมีประมาณ 20 กว่าโครงการที่ติดปัญหาที่ดิน เบื้องต้นบีโอไอจะเร่งผลักดันโครงการที่ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบจนอยู่ในขั้นตอนท้าย ๆ ให้สำเร็จก่อนภายในช่วงต้นปี 2569
ส่วนในการปฏิรูปกฎหมายระยะยาว ขณะนี้ได้มีทีมของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างถาวร เนื่องจากประมวลกฎหมายที่ดินเดิมมีอายุเก่าแก่กว่า 70-80 ปี และไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงต้องเร่งหาทางปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันด้วย
ขณะเดียวกันนอกจากปัญหาที่ดินที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC บีโอไอ ยังเห็นว่าควรต้องเตรียมพิจารณาเปิดพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการลงทุน เพื่อไม่ต้องให้นักลงทุนไปกระจุกตัวที่ EEC เท่านั้น ยกตัวอย่างพื้นที่ศักยภาพเช่น ภาคเหนือ ปัจจุบันมันมีคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่จังหวัดลำพูน และมีนิคมฯ อยู่แล้ว และยังอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติเชียงใหม่
อีกทั้งยังมีเหมืองถ่านหินของแม่เมาะที่เขากำลังอยากจะปรับมาเป็นพลังงานสะอาด รวมทั้งแหล่งนํ้าหลายพันไร่ จึงสามารถขยายพื้นที่การลงทุนไปยังลำพูนหรือลำปางได้ เบื้องต้นมองว่าพื้นที่จังหวัดลำพูนและลำปาง สามารถจะพัฒนาเป็นคลัสเตอร์สำหรับกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยสามารถ
พัฒนาเป็นจุดศูนย์กลางการลงทุนในภาคเหนือ ซึ่งมีความเป็นไปได้แต่ก็ต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานก่อน
ส่วนอีกพื้นที่ที่ต้องเร่งหาทางพัฒนาคือ การจัดหาพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม Data Center เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมักอยู่ในพื้นที่ EEC บริเวณจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งพื้นที่ที่จะรองรับอุตสาหกรรมนี้ จำเป็นต้องมีพลังงานไฟฟ้ารองรับจำนวนมาก ล่าสุด
บีโอไออยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมกันพิจารณาแผนที่การใช้ไฟฟ้า (Power Map) เพื่อจะบอกว่าจะมีพื้นที่ไหนบ้างที่มีไฟฟ้าเหลือไฟฟ้าเพียงพอ จากนั้นจึงทำงานร่วมกันเพื่อจะหาพื้นที่ที่เหมาะสมรองรับการลงทุน Data Center
อีกตัวอย่างหนึ่งคือพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีพื้นที่และแรงงานจำนวนมาก น่าจะมีโอกาสที่จะเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการลงทุนในสาขาที่อาจจะใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น หรือการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ เช่น อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป หรือการแปรรูปวัตถุดิบการเกษตร ซึ่งทั้งหมดมันเป็นตัวอย่างที่เห็นว่าในเรื่องของที่ดินนอกจากเราปลดล็อคปัญหาต่างๆ ที่เกิดใน EEC แล้วก็จำเป็นต้องพยายามเปิดพื้นที่ใหม่อื่น ๆ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใดที่คิดว่าน่าจะเหมาะไปลงทุนในพื้นที่นั้น ๆ ต่อไป
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,167 วันที่ 18-21 มกราคม พ.ศ. 2569