ดร.มานะ แฉ คอร์รัปชันภาครัฐทุกระดับ ต้นตออุบัติเหตุงานรัฐซ้ำซาก

16 ม.ค. 2569 | 08:13 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ม.ค. 2569 | 08:13 น.

อุบัติเหตุก่อสร้างภาครัฐ 2 เหตุการณ์ติด ดร.มานะ นิมิตรมงคล ชี้ปัญหาคอร์รัปชัน-ไม่ลงโทษจริง เปิดช่องช่วยผู้รับเหมาหนีแบล็กลิสต์ จี้รัฐโปร่งใส รับผิดชอบแบบอารยประเทศ

KEY

POINTS

  • ดร.มานะ ชี้ว่าปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในทุกระดับของภาครัฐ เป็นต้นตอสำคัญของอุบัติเหตุร้ายแรงในโครงการก่อสร้างที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
  • การทุจริตมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเรียกรับผลประโยชน์เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐมนตรี ไปจนถึงการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการขยายสัญญาเพื่อเปิดช่องทางรับสินบน
  • การขาดความรับผิดชอบและการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้หน่วยงานรัฐมักไม่เอาผิดผู้รับเหมาที่ทุจริตอย่างจริงจัง และไม่มีผู้บริหารระดับสูงต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสีย

อุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างภาครัฐ 2 ครั้งล่าสุดติดต่อกัน สร้างความสูญเสียต่อชีวิตรวม 2เหตุการณ์ อย่างน้อย 34 ราย โดยเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถไฟ ขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32ราย และและเหตุเครนก่อสร้างขนาดใหญ่ในโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (M-82) เส้นมหาชัย ถนนพระราม 2 พังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตีแผ่สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างภาครัฐซ้ำซากว่า มาจากปัญหาคอร์รัปชั่นที่แทรกซึมอยู่ในทุกระดับของภาครัฐ และการไม่บังคับใช้บทลงโทษอย่างจริงจังต่อภาครัฐ และเอกชน

ดร.มานะ เปิดเผยในรายการ “ฐานทอล์ค” ทางช่องเนชั่นทีวี ต่อวิกฤตการณ์ก่อสร้างภาครัฐ โดยระบุว่าการก่อสร้างภาครัฐมีมูลค่ามหาศาลถึง 820,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าภาคเอกชนอย่างมาก แต่ถูกผูกขาดโดยบริษัทรายใหญ่เพียง 3 รายที่ครองส่วนแบ่งไปกว่า 56% 

คอร์รัปชันทุกหย่อมหญ้า

ดร.มานะ เผยว่าในอุตสาหกรรมก่อสร้างภาครัฐ มีการคอร์รัปชันแทรกอยู่เสมอ ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง ไปจนถึงกรรมการตรวจรับงาน โดยเฉพาะเมื่อการเมืองไม่นิ่งและมีการเปลี่ยนรัฐมนตรี โครงการที่ยังไม่เซ็นสัญญามักถูกสั่งหยุดเพื่อเจรจาเรียกรับผลประโยชน์กันใหม่ นอกจากนี้กฎกติกาที่ไม่ชัดเจนยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการขยายเวลาหรือแก้ไขสัญญา ซึ่งกลายเป็นช่องทางในการติดสินบนอย่างต่อเนื่อง

อุบัติเหตุซ้ำซากคือการโกงความรับผิดชอบ เช่น กรณีตึก สตง. ถล่ม, สะพานข้ามแยกลาดกระบัง หรือหลุมยุบที่สถานีสามเสน ดร.มานะระบุว่า นี่คือการละเมิดสิทธิของประชาชนที่จะดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย ถือเป็นการโกงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

ขบวนการช่วยผู้รับเหมาหนี Blacklist

ประเด็นเรื่องมาตรการลงโทษ ดร.มานะชี้ให้เห็นจุดบอดสำคัญว่า แม้จะมีคำสั่งศาลว่าบริษัทเอกชนทุจริตหรือทำหน่วยงานเสียหาย แต่หน่วยงานเจ้าของเรื่อง มักไม่ยอมแจ้งชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน (Blacklist) ต่อกรมบัญชีกลาง โดยมักอ้างเหตุผลว่าเอกชนได้เยียวยาแก้ไขแล้ว ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีสั่งยกเลิกสัญญาอิตาเลียนไทยล่าสุด จะส่งผลให้บริษัทเข้าเงื่อนไขถูกประกาศเป็นผู้ทิ้งงานทันที ซึ่งดร.มานะยืนยันว่า การตัดบริษัทรายใหญ่ออกไปไม่กระทบต่อศักยภาพของรัฐ เพราะมีบริษัทอื่นอีกนับสิบที่มีเทคโนโลยีใกล้เคียงกันพร้อมรับงานต่อ

จี้รัฐโปร่งใส-รับผิดชอบแบบอารยประเทศ

สุดท้าย ดร.มานะ กล่าวว่า อุบัติเหตุในงานก่อสร้างขนาดใหญ่ไม่มีทางหมดไป 100% แต่เราทำให้ลดลงได้เหมือนประเทศที่เจริญแล้ว โดยการควบคุมมาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐานความปลอดภัย และวิชาชีพวิศวกรสถาปนิกอย่างจริงจัง 

ปัญหาใหญ่ที่ผ่านมาคือเมื่อเกิดเหตุไม่เคยมีคนรับผิดชอบจริง คนที่ติดคุกคือช่างหรือวิศวกร แต่หน่วยงานเจ้าของโครงการไม่เคยรับผิดชอบ ซึ่งหากเป็นประเทศญี่ปุ่นหรือเกาหลี ถ้ามีคนเสียชีวิตขนาดนี้ รัฐมนตรีจะออกมาขอโทษและลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ถือเป็นการบังคับให้ต้องสอดส่องควบคุมมาตรการให้รัดกุมขึ้น

แต่ประเทศไทยมักไม่บอกสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุให้ประชาชนรู้ เช่น กรณีตึก สตง. หรือหลุมยุบที่สามเสน รายงานผลการสอบสวนมักจะถูกเก็บไว้ที่รัฐบาลหรือ ปปช. เมื่อประชาชนไม่รู้สาเหตุ มาตรฐานวิชาชีพก็ไม่ถูกแก้ไข มาตรฐานความปลอดภัยก็ไม่ถูกตรวจสอบ

นอกจากนี้ บริบทการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เน้นราคาถูก ทำให้บริษัทที่มีคุณภาพเข้ามายาก และการขยายระยะเวลาทำงานที่ต้องใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ก็กลายเป็นช่องทางให้เกิดการติดสินบนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องแก้ไขไปพร้อม ๆ กัน