สศช.ปักธง ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14’ คาดปี 69 ร่างเสร็จสมบูรณ์พร้อมจัดลงงบประมาณ

14 ม.ค. 2569 | 08:45 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 08:45 น.

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กางเป้าหมายผลักดัน “แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14” คาดปี 2569 ร่างต้องเสร็จสมบูรณ์ พร้อมบรรจุใส่แผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี

KEY

POINTS

  • สศช. เริ่มกระบวนการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกรอบและรับฟังความคิดเห็น
  • ตั้งเป้าหมายให้ร่างแผนฯ ฉบับที่ 14 แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2569 เพื่อให้ทันใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณปี 2571
  • แผนฉบับใหม่จะมุ่งเน้นความครอบคลุมและความยั่งยืนเป็นหัวใจหลัก พร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมและศึกษาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ถือว่าเป็นหนึ่งในแผนสำคัญของประเทศไทย โดยมีสถานะเป็นแผนระดับที่ 2 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการแปลงยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวม 13 ฉบับ ฉบับล่าสุดคือ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ครอบคลุมปี พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งปัจจุบันใกล้ระยะเวลาสิ้นสุดแผนแล้ว

ล่าสุด นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงการจัดทำ ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) ว่า สศช.ได้เริ่มต้นกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้ว ขณะนี้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกรอบ (Framework) 

โดยเป้าหมายสำคัญภายใต้แผนฉบับใหม่ จะเน้นไปที่ความครอบคลุมและความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อน พร้อมทั้งประมวลผลของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มาพิจารณาด้วย

สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สศช. ได้กำหนดประเด็นการพัฒนาผ่านเสาหลักต่างๆ เพื่อวางกรอบการพัฒนาในด้านที่สำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เน้นการอุตสาหกรรมใหม่และการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ด้านภาครัฐ เน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐ ด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการสร้างความยั่งยืนและการรับมือการเปลี่ยนแปลง และด้านเทคโนโลยี โดยกำหนดให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนประเทศ

นายดนุชา กล่าวว่า ด้านหนึ่งที่สำคัญสำหรับการวางกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือ ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะมีการต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่ทำได้ดีในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการท่องเที่ยว โดยศึกษาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าอุตสาหกรรมใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของประเทศ 

ขณะเดียวกันยังต้องหาจุดเน้นเรื่องการซ่อมและสร้าง การเพิ่มผลิตภาพ รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่จำเป็นกับการวางรากฐานประเทศในระยะยาว อีกทั้งยังต้องพิจารณาบทเรียนจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งยอมรับว่า ตัวชี้วัดบางตัวในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตช้าในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นความท้าทายที่ต้องนำมาปรับใช้ในการวางกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้น

“ปัจจุบันการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ในช่วงการนำกรอบแนวคิดไปรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ เพื่อหาคอนเซ็ปต์และความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายให้ตัวร่างแผนเสร็จสมบูรณ์ ก่อนที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2571 โดยในขั้นต้นสภาพัฒน์ต้องการให้ร่างเสร็จทัน เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณปี 2571 ได้ต่อไป” นายดนุชา กล่าว

ก่อนหน้านี้ในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สศช. ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศร่วมกัน พร้อมนำความเห็นไปประกอบการจัดทำกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

โดย สศช. ได้เริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นระดับพื้นที่เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม 2568 และได้ดำเนินการต่อเนื่องจนครบทั้ง 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยมีประเด็นความเห็นต่าง ๆ เช่น 

กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย และบึงกาฬ) เสนอการพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคเกษตรด้วยนวัตกรรมและประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) การพัฒนาแพทย์แผนไทยและยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย อาหารและสินค้าพื้นเมือง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่กับการบริการเชิงสุขภาพ การยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก  

กลุ่มจังหวัดตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และสุรินทร์) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่ม เด็ก เยาวชน และผู้สูงวัย โดยส่งเสริมการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ การส่งเสริมภาคเกษตรและการท่องเที่ยวด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ด้านการท่องเที่ยว และลดต้นทุนการผลิตในภาคการเกษตร 

รวมถึงการสร้างข้อมูลกลางด้านการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์บนช่องทางที่มีความหลากหลาย การยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน (Upskill & Reskill) ให้ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งปรับปรุงและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่กับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ได้มีการเสนอให้มีการเชื่อมโยงแผนระดับชาติสู่ระดับท้องถิ่น เพื่อให้แผนพัฒนาฯ มีการนำไปใช้ประโยน์ได้จริง

กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ) เสนอการจัดการทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่ควรสนับสนุนตั้งแต่ต้นนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบการศึกษาและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและ AI ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว 

รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐ ด้วยการยกระดับธรรมาภิบาล ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และส่งเสริมการใช้ทั้งหลักนิติธรรม ควบคู่กับหลักนิติรัฐ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคมไทย พร้อมเสนอแนะให้มีการนำแผนฯ 14 ไปทำการทดลองใน Sandbox กับกลุ่มต่าง ๆ โดยเลือกโครงการสำคัญนำไปทดลองดำเนินการ รวมทั้งนำองค์ความรู้จากงานวิจัยในระดับพื้นที่ไปใช้ประโยชน์     

หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,166 วันที่ 15 -17 มกราคม พ.ศ. 2569