KEY
POINTS
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤตท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน รวมถึงคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค
จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง รวมถึงมีผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อน 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า
ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลาเป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน รวมถึงภาษีสหรัฐที่จะเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้น
โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ โลก 2 ขั้ว หลังๆ มาเป็นโลกเปิดทั้งหมด แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปอีกด้านคือ ขั้วใครขั้วมัน จึงมีความเป็นห่วงประเทศไทย เพราะเราไม่สามารถเข้าไปควบคุมปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่อย่างน้อยที่สุดประเทศไทยยังสามารถทำอาหารกินเองและส่งออกไปขายต่างประเทศได้ มีน้ำสะอาดใช้ จึงเป็นห้วงเวลาในการประคองตัวเองท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งเป็นห่วงการเติบโตของส่งออก หรือตัวเลขจีดีพีมากนัก
นอกจากนี้ กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแข็งเป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ถือเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท
โดย กกร.สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทจากบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทยโดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิม ๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ก็หวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อพร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน
รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมายเพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย
นายพจน์ กล่าวว่า กกร.เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก
รวมทั้งแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งใมนการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้
จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด ซึ่ง กกร.จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติแอลเอ็นจี พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และเอไอ เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก
รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ