บีโอไอ ปลุกลงทุนพยุงเศรษฐกิจ ปลดล็อกที่ดิน ไฟฟ้า แรงงาน

07 ม.ค. 2569 | 04:55 น.

บีโอไอ ประเมินแนวโน้มการลงทุนไทยปี 2569 ชี้ “การลงทุน” เป็นเครื่องยนต์หลักพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางส่งออกผันผวน–หนี้ครัวเรือนสูง เร่งปลดล็อกที่ดิน ไฟฟ้า และแรงงาน ดึงลงทุนต่างชาติ เสริมขีดความสามารถแข่งขันประเทศ

KEY

POINTS

  • บีโอไอ ประกาศผลักดันการลงทุนให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการพยุงเศรษฐกิจไทย เนื่องจากภาคการส่งออกและการบริโภคในประเทศเผชิญแรงกดดัน
  • เตรียมปลดล็อกอุปสรรคสำคัญที่นักลงทุนกังวล โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนที่ดินสำหรับอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC และความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มสูง
  • เดินหน้าแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น การหาพื้นที่ลงทุนใหม่ การผลักดันกลไกซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง

ปี 2569 เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของไทยอย่าง การส่งออก ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความผันผวนค่าเงินบาท การแข่งขันด้านราคา และความเสี่ยงจากสงครามการค้าระลอกใหม่ ขณะที่การบริโภคในประเทศ ยังถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง

การลงทุน” จึงถูกจับตาในฐานะเครื่องยนต์สำคัญที่เหลืออยู่ในการพยุงเศรษฐกิจไทย
ทั้งการลงทุนภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน โดยเฉพาะเงินทุนจากต่างประเทศ ถูกคาดหมายว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ฐานเศรษฐกิจ สัมภาษณ์พิเศษ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อฉายภาพแนวโน้มการลงทุนไทยในปี 2569 ตั้งแต่ทิศทางเงินทุนโลก แผนดึงอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ไปจนถึงการเร่ง ปลดล็อกอุปสรรคสำคัญ “ที่ดิน-พลังงาน-แรงงาน” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจใหม่

นายนฤตม์ ยอมรับว่า ในปี 2569 การลงทุนยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องจากปี 2568 คาดว่า ตัวเลขการลงทุนจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยปัจจัยทางด้านการเมืองจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจมากนัก เพราะนักลงทุนเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยดี แม้การเมืองจะเปลี่ยน แต่นโยบายของทุกรัฐบาลก็เน้นการดึงดูดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และไม่ได้รับผลกระทบอะไร

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

อย่างไรก็ตามแนวโน้มการลงทุนในปี 2569 บีโอไอ ประเมินว่า การลงทุนต่างของนักลงทุนชาติ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2568 โดยตัวเลขล่าสุดคือ ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.- ก.ย. 2568) เพิ่มขึ้น ทั้งในแง่จำนวนโครงการและเงินลงทุน

โดยมีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 2,622 โครงการ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,374,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% ส่วนในปี 2569 น่าจะขยายตัวในระดับใกล้เคียงกัน

กางแผน 5 ด้านสำคัญผลักดันการลงทุน

นายนฤตม์ กล่าวว่า ในปี 2569 บีโอไอ พร้อมผลักดันการลงทุนในประเทศ เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบนิเวศภายในประเทศ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยผ่าน 5 ภารกิจสำคัญ ดังนี้

1.การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งมากขึ้น ได้แก่ BCG, ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัลและ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (Regional Headquarter) รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ เช่น ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน การแพทย์ เป็นต้น

2. การดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูง หรือ Talent ให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยในส่วนของ BOI รับผิดชอบวีซ่า 3 ประเภทสำคัญ คือ BOI visa, Long-term Resident (LTR) visa และ SMART visa รวมทั้งศูนย์ One Stop Service ที่ใช้ชื่อว่า Thailand Investment and Expat Service Center (TIESC) โดยปัจจุบันเปิดดำเนินการ ณ อาคาร One Bangkok

3.การพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยผลักดันผ่าน “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาห กรรมยุคใหม่” เป็นการให้เงินสนับสนุนการฝึกอบรมผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ปัจจุบันมีผู้ยื่นขออนุมัติหลักสูตรกว่า 100 ราย รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 หลักสูตร 

โดยตั้งเป้าหมายจำนวนผู้ที่คาดว่าจะเข้ารับการฝึกอบรมเกินเป้า 1 แสนคน ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดกรอง ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างบีโอไอ กระทรวงอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรม (อว.) และภาคเอกชน โดยจะทยอยเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาอนุมัติตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป

4. การเสริมสร้างความเข้มแข็งซัพพลายเชน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบีโอไอจะเดินหน้าจัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เช่น งาน Subcon Thailand, THECA และงาน Sourcing Day ที่บีโอไอจับมือกับบริษัทแต่ละราย

รวมทั้งมาตรการด้านสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างไทย-ต่างชาติ และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) ซึ่งจะสร้างระบบนิเวศให้อุตสาหกรรมในอนาคต ขณะเดียวกันหากประเทศไทยสามารถเจรจา FTA โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนที่มากขึ้น เพราะ EU ถือเป็นตลาดใหญ่ที่จะดึงบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนได้

5. การอำนวยความะสะดวกในการลงทุน หรือ Ease of Investment ผ่านกลไก Thailand Fast Pass ล่าสุด บอร์ดบีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร Fast Pass ล็อตแรก จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท และบีโอไอกำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อตกลงระดับการให้บริการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมศุลกากร กรมโยธาธิการและผังเมือง หน่วยงานด้านไฟฟ้า เป็นต้น โดยคาดว่าจะลดขั้นตอนขอใบอนุญาตลงได้ 20-50%

 

ภาพประกอบข่าว

 

เปิดปัจจัยหนุนการลงทุน ปี 2569

สำหรับปัจจัยหลักที่สนับสนุนการลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 บีโอไอ มองว่ามีด้วยกัน 5 ด้าน ดังนี้

1.กระแสการโยกย้ายฐานการลงทุนระหว่างประเทศ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างขั้วมหาอำนาจต่างๆ ของโลก บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ขณะเดียวกันก็เริ่มขยับขยายออกมาหาฐานผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา

2.การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็มีการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว

3.เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน (Sustainability) และเป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียวที่ครอบคลุม ได้แก่ Green products, Green packaging, Green supply chain & logistics โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Green energy) มีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาดพุ่งสูงขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

4.การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง เราจำเป็นต้องยกระดับบุคลากรให้ทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้น และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานแทนคนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization & Automation) นั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว

5.มาตรการภาษีขั้นตํ่าทั่วโลก (Global Minimum Tax) ซึ่งเป็นกติกาภาษีใหม่ทำให้แต่ละประเทศต้องแข่งขันกันด้วยเครื่องมืออื่นที่ไม่ใช่แค่ภาษี เช่น ความสะดวกในการลงทุนและปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนกังวลมากที่สุดในปี 2569 คือความไม่แน่นอนที่คาดเดาไม่ได้ เช่น ความไม่แน่นอนจากนโยบายของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐ รวมทั้งความผันผวนของค่าเงินบาท ที่เคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ส่งออกที่เข้ามาลงทุนในไทยอย่างมาก

 

ภาพประกอบข่าว

 

ปลดล็อคอุปสรรคที่ดิน-พลังงาน

นายนฤตม์ กล่าวว่า บีโอไอยังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อคอุปสรรคของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การขยายพื้นที่สำหรับการลงทุน การปรับปรุงระบบวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งอุปสรรคด้านอื่น ๆ โดยเตรียมปลดล็อกแก้ปัญหาให้กับนักลงทุนคือการแก้ปัญหาด้านที่ดิน และไฟฟ้า

สำหรับปัญหาสำคัญคือ ด้านที่ดิน ปัจจุบันที่ดินผืนใหญ่ที่เป็นพื้นที่สีม่วง (อุตสาหกรรม) โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เริ่มขาดแคลนและมีราคาสูง บีโอไอจึงเร่งประสานเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่สาธารณะ ที่ไม่ได้ใช้งานแต่ติดข้อกฎหมายทำให้การพัฒนาที่ดินล่าช้า ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 20 โครงการที่ติดปัญหานี้ เบื้องต้นบีโอไอจะเร่งผลักดันโครงการที่ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบจนอยู่ในขั้นตอนท้าย ๆ ให้สำเร็จก่อนภายในช่วงต้นปี 2569

นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ เช่น คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ และคลัสเตอร์สำหรับกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในภาคเหนือ (ลำพูน-ลำปาง) การจัดหาพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม Data Center และพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมแปรรูปในภาคอีสานเพื่อกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาค

ส่วนของด้านพลังงาน บีโอไอพบว่านักลงทุนมีความต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ กลุ่มดาต้าเซนเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ต้องการพลังงานสะอาด 100% บีโอไอจึงทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานเพื่อผลักดันกลไก Direct PPA 2,00 เมกะวัตต์ และ UGT 2 (Utility Green Tariff) ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในรูปแบบสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ 

รวมทั้งอยู่ระหว่างทำแผนที่พลังงาน (Power Map) ร่วมกับกระทรวงพลังงานเพื่อดูพื้นที่ที่มีความพร้อมในการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ ซึ่งอาจอยู่นอกพื้นที่ EEC เป็นต้น 

 

แนวโน้มการลงทุน ปี 2569 บีโอไอ