ครม.จ่อขยายโครงการ SME Green Productivity ถึงสิ้นปี 69 เพิ่มเพดานกู้ 30 ล้าน

06 ม.ค. 2569 | 06:18 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ม.ค. 2569 | 06:27 น.

รัฐบาลเตรียมปรับเกณฑ์สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ขยายเวลากู้ถึงปลายปี 2569 เพิ่มวงเงินต่อรายจาก 10 เป็น 30 ล้านบาท เปิดทางลงทุนเครื่องจักร เทคโนโลยี และ ยานพาหนะพลังงานสะอาด 

KEY

POINTS

  • ขยายระยะเวลารับคำขอกู้ในโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
  • เพิ่มวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อราย จากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 30 ล้านบาท
  • ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่ต้องการปรับเปลี่ยนหรือจัดหายานพาหนะพลังงานสะอาด

คณะรัฐมนตรีเตรียมพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพควบคู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นสินเชื่อธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) ที่รัฐบาลมอบหมายให้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ดำเนินการ โดยเดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 เห็นชอบให้จัดสรรวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท พร้อมกรอบงบประมาณชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 1,350 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ ร้อยละ 3 ต่อปีในช่วง 3 ปีแรก (รัฐบาลชดเชยให้ ธพว. ร้อยละ 3 ใน 3 ปีแรก)

ภายใต้หลักเกณฑ์เดิม กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท และเปิดรับคำขอกู้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะเต็ม อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 พบว่ามีการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 4,826 ล้านบาท คิดเป็นเพียงร้อยละ 32 ของวงเงินโครงการทั้งหมด ขณะที่ยังมีผู้ประกอบการ SME สนใจยื่นขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยังมีวงเงินคงเหลือจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดช่วยเหลือ SME ได้ในปี 2569

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการใน 3 ประเด็นสำคัญ ภายใต้กรอบวงเงินเดิม ได้แก่
1.ขยายระยะเวลารับคำขอกู้ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมความพร้อมด้านแผนลงทุนและเอกสารมากขึ้น

2.ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเพิ่มคำว่า “ยานพาหนะ” ในกลุ่มเป้าหมายที่ 2 เพื่อรองรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับเปลี่ยนหรือจัดหายานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาด ไม่จำกัดเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เท่านั้น ช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

3.เพิ่มวงเงินสินเชื่อต่อราย จากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็น ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อรองรับ SME ที่มีความจำเป็นต้องลงทุนสูง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร กระบวนการผลิต อุปกรณ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสีเขียว รวมถึงกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่มีขนาดการลงทุนเกินกว่าหลักเกณฑ์เดิม

รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้ ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อรวม 15,000 ล้านบาท และงบชดเชย 1,350 ล้านบาทเดิม ไม่เป็นการสร้างภาระงบประมาณหรือภาระผูกพันเพิ่มเติมให้แก่รัฐ โดยคณะกรรมการ ธพว. ได้เห็นชอบการปรับปรุงดังกล่าวแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างให้ความเห็นสนับสนุน

ทั้งนี้ คาดว่าการขยายโครงการจะช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้กว้างขึ้นประมาณ 1,700 ราย ก่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 68,700 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้อย่างน้อย 27,680 อัตรา

ภาครัฐจะเร่งประชาสัมพันธ์โครงการให้ผู้ประกอบการรับทราบอย่างทั่วถึง ควบคู่การสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้ SME ไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมแข่งขันได้ในระยะยาวบนเวทีเศรษฐกิจสีเขียว