
เปิดเกณฑ์ใหม่เยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชา เสียชีวิตชดเชยสูงสุด 10 ล้าน
ครม. ไฟเขียวปรับเกณฑ์เยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชา ชดเชยเสียชีวิตสูงสุด 10 ล้านบาท พร้อมอนุมัติงบกลาง 577.3 ล้านบาท รองรับสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย
คณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อ 30 ธ.ค.68 มีมติเห็นชอบ ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐมีความครอบคลุม ชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง
มติดังกล่าวให้ ยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมตามมติ ครม. วันที่ 5 สิงหาคม 2568 และใช้ หลักเกณฑ์ฉบับปรับปรุง มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ จนกว่า สมช.หรือคณะรัฐมนตรีจะมีมติว่าสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ โดยกำหนดให้การจ่ายเงินเยียวยาครอบคลุมเฉพาะ ผู้ได้รับผลกระทบที่มีสัญชาติไทย
สาระสำคัญของหลักเกณฑ์ใหม่ กำหนดกรอบอัตราเงินเยียวยา ดังนี้
เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ
- ประชาชน: 8 ล้านบาทต่อราย
- เจ้าหน้าที่รัฐ: รับเพิ่ม ค่าเสี่ยงภัย 2 ล้านบาทต่อราย
บาดเจ็บสาหัส
- ประชาชน: 800,000 บาทต่อราย
- เจ้าหน้าที่รัฐ: รับเพิ่ม 200,000 บาท
บาดเจ็บมาก
- ประชาชน: 400,000 บาทต่อราย
- เจ้าหน้าที่รัฐ: รับเพิ่ม 100,000 บาท
หลักเกณฑ์คำนวณเงินเยียวยาอิงข้อมูลรายได้จริง
- กรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพ คำนวณจาก รายได้เฉลี่ยต่อหัว (Per Capita Income)
- ชดเชยค่าเสียโอกาสในการทำงาน 30 ปี
- กรณีบาดเจ็บ คำนวณจาก อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยในพื้นที่ชายแดน
กำหนดเอกสารประกอบการเยียวยาให้ชัดเจน
- ประชาชน: ใช้รายงานการชันสูตรพลิกศพ หรือรายงานสอบสวนของพนักงานสอบสวน
- เจ้าหน้าที่รัฐ: ใช้เอกสารรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัดและเอกสารทางการแพทย์
แยกบทบาทหน่วยงานรับผิดชอบการเบิกจ่าย เพิ่มความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนในการเบิกจ่าย
- กระทรวงมหาดไทย: รับผิดชอบเยียวยาประชาชน
- หน่วยงานต้นสังกัด: ดูแลการเยียวยาเจ้าหน้าที่รัฐ
ด้านงบประมาณ ครม. เห็นชอบ กรอบวงเงินงบกลาง จำนวน 577.3 ล้านบาท สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในช่วง 3 สิงหาคม – 25 ธันวาคม 2568 โดยแบ่งเป็น
- งบเยียวยา เจ้าหน้าที่รัฐ 562.5 ล้านบาท (ทหาร 545.5 ล้านบาท ตำรวจ 17 ล้านบาท)
- ประชาชน 14.8 ล้านบาท
ส่วนกรณีบาดเจ็บเล็กน้อย ให้ใช้เงินช่วยเหลือจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง
การทบทวนมติดังกล่าวจะช่วยให้การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเดือดร้อน และรองรับสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลายในระยะต่อไป

