
กรมชลฯ ผนึกญี่ปุ่น ปั้นจัดการนํ้าอัจฉริยะ ใช้ Paditch ลดแย่งนํ้า เพิ่มผลผลิตเกษตรกร
กรมชลประทานจับมือญี่ปุ่นยกระดับ Smart Water Management นำเทคโนโลยี Paditch ผสาน AI ดาวเทียม และ IoT บริหารน้ำตามความต้องการจริง ลดปัญหาแย่งน้ำ เพิ่มผลผลิต พร้อมขยายใช้ทั่วประเทศใน 3-5 ปี
KEY
POINTS
- กรมชลประทานร่วมมือกับญี่ปุ่น นำเทคโนโลยีประตูระบายน้ำอัจฉริยะ "Paditch" มาใช้บริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตร เพื่อแก้ปัญหาการแย่งน้ำ
- เทคโนโลยี Paditch ช่วยให้เกษตรกรควบคุมการเปิด-ปิดน้ำได้อัตโนมัติผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้การกระจายน้ำมีความแม่นยำและเป็นธรรมมากขึ้น
- โครงการนำร่องในจังหวัดลำปางและกาฬสินธุ์ประสบความสำเร็จ สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้อย่างชัดเจน และลดระยะเวลารอรับน้ำของพื้นที่ปลายน้ำ
ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และความไม่แน่นอนของปริมาณน้ำต้นทุน กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรไทย การบริหารจัดการน้ำในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มแหล่งน้ำ แต่ต้องทำให้ “น้ำทุกหยดถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
กรมชลประทานจึงเดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบชลประทาน จากการส่งน้ำแบบเดิม สู่การบริหารน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management) ผ่านการนำเทคโนโลยี Paditch ผนวกกับ AI ดาวเทียม และ IoT เพื่อควบคุมการใช้น้ำอย่างแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรทุกพื้นที่
Paditch พลิกเกมส่งน้ำ สู่ชลประทานอัจฉริยะ
นายศรายุทธ งูทิพย์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า Paditch คือ นวัตกรรมประตูระบายน้ำอัจฉริยะ (Automatic Water Supply Outlets) หรืออุปกรณ์ชลประทานอัจฉริยะที่ติดตั้งในระดับแปลงนา เพื่อควบคุมการรับน้ำแบบอัตโนมัติ
เดิมการบริหารน้ำในระดับแปลงนา ต้องใช้แรงงานคนในการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ ทำให้เกิดปัญหาการใช้น้ำไม่สมดุล โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำที่อาจได้รับน้ำมากเกินความจำเป็น ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำต้องรอรับน้ำเป็นเวลานาน
Paditch เข้ามาแทนที่บานระบายน้ำ แบบเดิม สามารถเชื่อมต่อระบบออนไลน์ สั่งงานผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ รวมถึงตั้งค่าการเปิด-ปิดอัตโนมัติได้ โดยมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำในแปลง ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ตามความต้องการของพืช
“แนวคิดสำคัญคือเปลี่ยนจากการจัดการน้ำตามที่มีอยู่ ไปสู่การจัดการน้ำตามความต้องการจริงของพื้นที่ โดย Paditch เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การกระจายน้ำมีความแม่นยำมากขึ้น” นายศรายุทธ กล่าว
ไทย-ญี่ปุ่นจับมือยกระดับจัดรูปที่ดินขั้นสูง
การพัฒนา Paditch เกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมชลประทาน และสถาบันการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศญี่ปุ่น (JIID) ภายใต้แนวทางการพัฒนาระบบชลประทานอัจฉริยะ เพื่อรองรับความท้าทายด้านน้ำจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยนระบบบริหารจัดการน้ำจากรูปแบบเดิมที่เน้นการส่งน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุน ไปสู่ระบบที่บริหารตามความต้องการของพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจ
ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้นำ Paditch มาทดลองใช้งานในพื้นที่นำร่องจำนวน 20 ชุด ตั้งแต่ปี 2567 แบ่งเป็นจังหวัดลำปาง 10 ชุด และจังหวัดกาฬสินธุ์ 10 ชุด
โดยพื้นที่จังหวัดลำปางดำเนินการในพื้นที่เขื่อนกิ่วลม เพื่อแก้ปัญหาการส่งน้ำไปยังพื้นที่ปลายน้ำที่มีความล่าช้า ขณะที่จังหวัดกาฬสินธุ์ดำเนินการในพื้นที่จัดรูปที่ดิน อำเภอกมลาไสย ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำของคลอง RMC เขื่อนลำปาว
นำร่องสำเร็จ เพิ่มผลผลิต ลดปัญหาแย่งน้ำ
ผลจากการใช้งาน Paditch ในพื้นที่นำร่องพบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเกษตรกรสามารถควบคุมระดับน้ำในแปลงได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำมากหรือน้ำน้อยเกินไป
ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มเป็น 600-800 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ผลผลิตเพิ่มจาก 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,000-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว Paditch ยังช่วยแก้ปัญหาการกระจายน้ำระหว่างเกษตรกรต้นน้ำและปลายน้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสะสมในระบบชลประทานเดิม
นายศรายุทธ กล่าวว่า ในพื้นที่ลำปางที่ติดตั้ง Paditch จำนวน 10 ชุดในคูส่งน้ำเดียวกัน เดิมเกษตรกรต้นคูมักเปิดน้ำมากเกินความต้องการ ส่งผลให้ เกษตรกรปลายน้ำต้องรอหลายวัน เมื่อใช้ระบบอัตโนมัติ หากระดับน้ำถึงค่าที่กำหนด ระบบจะปิดบานระบายทันที ทำให้น้ำสามารถไหลต่อไปยังพื้นที่ปลายน้ำได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องรอประมาณ 4-5 วัน ลดเหลือเพียง 1 วัน
นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพราะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเปิด-ปิดน้ำที่แปลงนาทุกวัน สามารถบริหารจัดการผ่านระบบออนไลน์ และมีเวลาไปทำกิจกรรมสร้างรายได้อื่นเพิ่มเติม
ยกระดับ Smart Water รับมือ Climate Change
นอกจาก Paditch ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือควบคุมการใช้น้ำในระดับแปลงนาแล้ว กรมชลประทานยังเดินหน้า พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ดาวเทียม และ IoT เข้ามาเสริม เพื่อให้การจัดสรรน้ำ มีความแม่นยำมากขึ้น และตอบโจทย์ ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ
ปัจจุบันกรมชลประทานนำข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-2 มาใช้ ติดตามสถานการณ์พื้นที่เพาะปลูก ทั้งการเจริญเติบโตของพืช และสถานะการใช้น้ำ เพื่อช่วยวางแผนการส่งน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำระบบ Ag-Tima มาใช้คาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้า เพื่อช่วยวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการส่งน้ำตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ไปสู่การส่งน้ำตามความต้องการจริงของพืช
“ในอนาคตการบริหารน้ำจะต้องมีข้อมูลเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่เพียงดูว่าน้ำในเขื่อนมีเท่าไร แต่ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหนต้องการน้ำ เมื่อไร และจำนวนเท่าไร เพื่อจัดสรรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายศรายุทธ กล่าว
จัดรูปที่ดินเพิ่มประสิทธิภาพน้ำ สร้างความเป็นธรรมเกษตรกร
นายศรายุทธ กล่าวว่า ปัจจุบันน้ำจากเขื่อนที่ปล่อยเข้าสู่ระบบชลประทาน 100 ส่วน อาจถึงมือเกษตรกรจริงเพียงประมาณ 30 ส่วน เนื่องจากมีการสูญเสียระหว่างทางและข้อจำกัดของระบบส่งน้ำเดิม แต่หากมีการจัดรูปที่ดิน ควบคู่กับระบบ บริหารน้ำอัจฉริยะ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้ถึงเกษตรกรได้ประมาณ 60-70% ทำให้ใช้น้ำต้นทุนได้คุ้มค่ามากขึ้น
การจัดรูปที่ดินยังช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เกษตร เช่น การเข้าถึงแปลงนา ระบบส่งน้ำ และการนำเครื่องจักรเข้าใช้ในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และวางแผนการเพาะปลูกได้แม่นยำขึ้น ที่สำคัญ ยังช่วยลดความขัดแย้งเรื่องการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกรต้นน้ำและปลายน้ำ เพราะระบบสามารถควบคุมและกระจายน้ำได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
ขยาย Paditch เวอร์ชันไทย ดันเกษตรกรสู่ยุคดิจิทัล
หลังจากประสบความสำเร็จจากพื้นที่นำร่อง กรมชลประทานเตรียมขยายผลโครงการพัฒนาการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมขั้นสูง ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2569-2573 โดยมีเป้าหมายต่อยอด ทั้งด้านพื้นที่และเทคโนโลยี แผนงานสำคัญคือ การขยายพื้นที่จากลำปางและกาฬสินธุ์ ไปยังจังหวัดขอนแก่น และสุพรรณบุรี รวมถึงการพัฒนา Paditch รุ่นใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยมากขึ้น
ปัจจุบัน Paditch จากญี่ปุ่น มีต้นทุนประมาณชุดละ 5-6 หมื่นบาท กรมชลประทานจึงร่วมมือกับญี่ปุ่นพัฒนาเวอร์ชันไทย เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น
เป้าหมายสำคัญคือรองรับเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ “City Farmer” ที่ทำงานในเมือง แต่ต้องกลับมาดูแลพื้นที่เกษตรของครอบครัว สามารถควบคุมระบบน้ำผ่านโทรศัพท์มือถือได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา
เป้าหมาย 3-5 ปี สู่ Smart Irrigation ทั่วประเทศ
ทิศทางการบริหารจัดการน้ำของไทยในอนาคต จะมุ่งสู่ระบบ “Smart Irrigation” ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผน ไปจนถึงการควบคุมการใช้น้ำ ในระดับแปลงนา โดยกรมชลประทานมองว่า AI จะทำหน้าที่เป็น “สมอง” ในการวิเคราะห์ข้อมูล ขณะที่ Paditch เป็น “แขนขา” ที่นำคำสั่งไปควบคุมการใช้น้ำจริงในพื้นที่ เพื่อให้เกิดระบบบริหารน้ำที่แม่นยำและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็ว
นอกจากเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนให้เกษตรกรแล้ว ระบบดังกล่าว ยังสนับสนุนแนวทางเกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านการส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคเกษตร รวมถึงเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตในอนาคต







