
เจาะงานวิจัยสุดช็อก 'มิจฉาชีพหลอก' คนไทย 1 ล้านคดี เสียหายเฉียดแสนล้าน
2 นักวิชาการ เปิดตัวเลขช็อกคนไทยโดนมิจฉาชีพหลอกกว่า 1 ล้านคดี มูลค่าความเสียหาย 9.8 หมื่นล้าน นักวิจัยชี้ "การแชร์ข้อมูล" และ "ภูมิคุ้มกันจิตใจ" คือกุญแจรอด
KEY
POINTS
- งานวิจัยเผยสถิติตั้งแต่ปี 2565 มีคดีฉ้อโกงออนไลน์สะสมสูงถึง 1 ล้านคดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 9.8 หมื่นล้านบาท
- รูปแบบการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายส่วนใหญ่คือการที่เหยื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพเอง โดยการหลอกซื้อของออนไลน์มีจำนวนคดีมากที่สุด แต่การหลอกลงทุนสร้างมูลค่าความเสียหายสูงสุด
- ผู้เสียหายส่วนใหญ่อยู่ในวัย 25-30 ปี อย่างไรก็ตามงานวิจัยชี้ว่าทุกคนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ เนื่องจากมิจฉาชีพใช้หลักจิตวิทยา (เช่น สร้างความโลภหรือความกลัว) ในการหลอกลวง
- มีผู้เสียหายเพียง 10% ที่เข้าแจ้งความ ประกอบกับความล่าช้าของระบบ ทำให้การอายัดเงินไม่ทันการโอนเงินของมิจฉาชีพที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดการเสวนาสำคัญในงาน BOT Symposium 2025 "เท่าทันภัยการเงิน" เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ภายใต้หัวข้อ "สร้างภูมิคุ้มกันคนไทยจากภัยการเงิน" โดยมี ดร.ฐิติ ทศบวร หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) และ รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร
การเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นการนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์และงานวิจัยเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง โดยมีการฉายภาพรวมของภูมิทัศน์ปัญหาภัยการเงินตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภัยการเงินกับตัวบุคคล
ดร.ฐิติ ทศบวร: ภาพรวมความเสียหายและกลไกการหลอกลวง
ดร.ฐิติ ทศบวร ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยการเงินว่า แม้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ด้วยการพัฒนาของอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดียที่ทำให้คนที่ไม่รู้จักกันมีปฏิสัมพันธ์กันได้ และระบบชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา ทำให้ภัยการเงินขยับเข้ามาใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตั้งแต่มีการเก็บสถิติในปี 2565 พบว่ามีการแจ้งความคดีออนไลน์สะสมสูงถึง 1 ล้านคดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9.8 หมื่นล้านบาท
รูปแบบการหลอกที่สร้างความเสียหาย
ดร.ฐิติชี้ว่า ในอดีตการหลอกแบบแอปดูดเงินได้ลดลงไปแล้วหลังภาคการเงินออกมาตรการป้องกัน แต่การหลอกลวงที่สร้างความเสียหายในปัจจุบันส่วนใหญ่คือ Authorized Push Payment หรือการที่เหยื่อมีเจตจำนงในการโอนเงินให้มิจฉาชีพเอง
- หลอกซื้อของออนไลน์ คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนคดีทั้งหมด
- หลอกลงทุน เป็นประเภทที่สร้างมูลค่าความเสียหายรวมสูงที่สุด
จากการวิเคราะห์สถิติพบว่า ผู้เสียหายส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 25-30 ปี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงบุคคล เช่น เพศ การศึกษา หรือรายได้ ไม่ได้เป็นตัวชี้วัด ว่าใครจะถูกหลอกง่ายเป็นพิเศษ
มิจฉาชีพใช้ "อาวุธทางจิตวิทยา" เพื่อสร้างสถานการณ์ที่เหมาะสมกับคนแต่ละคน เช่น สร้างความกลัวหรือความโลภ เพื่อบดบังการตัดสินใจอย่างมีสติ โดยผู้ที่ยังไม่ตกเป็นเหยื่อคือผู้ที่ "ยังไม่เจอ" มิจฉาชีพที่มาหลอกได้ถูกท่า ถูกเวลา ถูกจังหวะเท่านั้น
การจัดการภัยการเงินตลอดห่วงโซ่การหลอกลวง
ดร.ฐิติ ได้นำเสนอการปรับปรุงกลไกในทุกขั้นตอนของอาชญากรรม:
1. จุดแรก: แพลตฟอร์ม (Platform)
- แพลตฟอร์มถือเป็นปราการด่านแรกที่ต้องป้องกันมิจฉาชีพไม่ให้เข้าถึงเหยื่อ
- Facebook ถูกกล่าวถึงในการแจ้งความมากที่สุดถึง 65%
- แม้ว่าบางแพลตฟอร์มจะเริ่มมีมาตรการ เช่น การสกรีนแชทข้อความที่มีการส่งเบอร์บัญชี และการตรวจสอบกับฐานข้อมูลตำรวจ หรือกำหนดให้ผู้ลงโฆษณายืนยันตัวตน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
- พบว่า 20% ของการหลอกลวงเป็นการใช้หลายแพลตฟอร์ม (Multi-platform) โดยเฉพาะการ หลอกลงทุน ซึ่งใช้หลายแพลตฟอร์มสูงถึงประมาณ 50%
ข้อเสนอ: ต้องมีการประสานงานให้แพลตฟอร์มร่วม แชร์และใช้ข้อมูล กับตำรวจ เพื่อให้มีมาตรการความเข้มงวดเทียบเท่ากันทุกแพลตฟอร์ม มิฉะนั้นมิจฉาชีพจะไหลไปสู่แพลตฟอร์มที่อ่อนแอกว่า
2. จุดที่สอง: ธนาคาร (Transaction)
- ธุรกรรมแต่ละประเภทมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน แต่มาตรการของธนาคารที่ใช้คำเตือนทั่วไปทำให้เกิด "Warning Fatigue" (ความอ่อนล้าจากคำเตือน)
ข้อเสนอ: ธนาคารต้องทำให้การเตือนมีประสิทธิผลมากขึ้นด้วย 2 วิธี คือ
- แม่นยำขึ้น: ต้องแยกประเภทความเสี่ยงให้มากขึ้น โดยอาศัยการ แชร์ข้อมูลข้ามธนาคาร (Cross Bank) เช่น อายุบัญชีปลายทาง ประวัติอาชญากรรม หรือพฤติกรรมการเปิดบัญชี เพื่อนำมาคำนวณ Transaction Risk Score (คะแนนความเสี่ยงของธุรกรรม)
- มีบริบทมากขึ้น: แทนที่จะเตือนทั่วไป ควรกำหนดข้อความเตือนที่เฉพาะเจาะจงกับธุรกรรมนั้น ๆ เช่น "คุณกำลังโอนเงินไปบัญชีที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน" หรือ "การโอนเงินนี้เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใด" เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาหยุดคิด
3. จุดที่สาม: การแจ้งความ (Reporting)
- เหยื่อใช้เวลาถึง 18 ชั่วโมง นับจากทำธุรกรรมสุดท้ายกว่าข้อมูลจะเข้าระบบแจ้งความ ในขณะที่บัญชีม้าแถวแรกโอนเงินต่อไปเพียงแค่ 2 นาที เท่านั้น
- มีผู้เสียหายเพียง 10% เท่านั้นที่มาแจ้งความ (อีก 10% แจ้งธนาคาร แต่ไม่แจ้งความ, 80% ไม่ทำอะไรเลย) ตัวเลขความเสียหายที่เห็นจึงเป็นเพียง ยอดของภูเขาน้ำแข็ง
- สาเหตุหลักของการไม่แจ้งความ: ต้นทุนการแจ้งความสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหยื่อรู้สึก อับอาย และกลัวถูก ตีตรา หรือดูถูกว่าไม่รู้เท่าทัน
- ความสำคัญของการแจ้งความ: การแจ้งความมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้เสียหายคนอื่น ๆ ในอนาคต เพราะเป็นการ เพิ่มบัญชีม้าในฐานข้อมูล
ข้อเสนอ: ลดต้นทุนการแจ้งความ เช่น ทำให้การแจ้งความง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร และที่สำคัญคือ ลดการดูถูกเหยียดหยามเหยื่อ เพราะทุกคนสามารถโดนหลอกได้ทั้งนั้น
4. จุดที่สี่: การติดตามเงินและการบังคับใช้กฎหมาย
- การนำ พ.ร.ก. ไซเบอร์มาใช้ในปี 2565-2566 ทำให้เกิด Central Fraud Registry (CFR) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแชร์ข้อมูลกันเพื่อตามเส้นทางเงิน
- การต่อเส้นทางเงินผ่าน CFR ทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นพฤติกรรมมิจฉาชีพ (เช่น การเปลี่ยนจากถอนเงินผ่าน Digital Asset ไปเป็นการถอนผ่าน ATM เมื่อมีการออกกฎเกณฑ์)
- การแชร์ข้อมูลนี้ทำให้ อายุของบัญชีม้าแถวแรก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากประมาณ 3 วัน ในช่วงต้นปี เหลือเพียงประมาณ 10 กว่าชั่วโมง ในช่วงกลางปี ซึ่งช่วยลดความเสียหายเฉลี่ยต่อบัญชีลงได้เกือบครึ่ง
- ปัจจุบัน ภาระงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะมีคดีฉ้อโกงออนไลน์เฉลี่ยถึง 1,100 คดีต่อวัน (ในเดือนสิงหาคม) เทียบกับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน 200 คดีต่อวัน
"การทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยมี "การแชร์ข้อข้อมูล" เป็นแกนกลาง จะช่วยคุ้มกันเราจากภัยการเงินได้"ดร.ฐิติ ย้ำ
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์: ภัยการเงินที่เชื่อมโยงกับคนและผลกระทบที่มองไม่เห็น
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ได้นำเสนอผลการสำรวจประชากร 7,000 ตัวอย่าง ในช่วงปลายปี 2566 เพื่อวิเคราะห์ว่าใครคือเหยื่อของภัยการเงิน
ใครคือเหยื่อ? ผลสำรวจพบว่า
- 73% ของคนไทย ถูกมิจฉาชีพเข้าถึงในทางใดทางหนึ่ง
- ในกลุ่มที่ถูกเข้าถึง มีถึง 47% ที่ตกเป็นผู้เสียหาย
- Gen Boomer และ Gen X มักถูกหลอกผ่าน Call Center และการหลอกลงทุน
- Gen Y และ Gen Z มักตกเป็นเหยื่อของการหลอกซื้อของออนไลน์และการหลอกหา งานทำ
- การหลอกซื้อของออนไลน์ มีอัตราการตกเป็นผู้เสียหายสูงสุดถึง 80% ของผู้ที่ถูกเข้าถึง ในขณะที่ Call Center มีอัตราการตกเป็นผู้เสียหายต่ำที่สุดเพียง 9%
พฤติกรรมเสี่ยงและปัจจัยทางสังคม
- 13% ของคนไทย มีพฤติกรรมเสี่ยงบนโลกออนไลน์ (เช่น แชร์ลิงก์พนัน กดลิงก์โดยไม่ตรวจสอบ ผูกบัตรตัดเงินอัตโนมัติ) ซึ่งทำให้มีโอกาสตกเป็นผู้เสียหาย เพิ่มขึ้น 20%
- ผู้ชายที่ถูกเข้าถึงมีโอกาสตกเป็นผู้เสียหาย น้อยกว่าผู้หญิง 31%
- การติดตามข่าวสารช่วยลดโอกาสตกเป็นผู้เสียหายได้ถึง 43%
- ปรากฏการณ์ความประมาท: กลุ่มที่มีความรู้เรื่องมิจฉาชีพใกล้ตัว แต่เกิดความประมาท ทำให้มีโอกาสตกเป็นผู้เสียหาย เพิ่มขึ้น 14%
ความเสียหายที่วัดยาก (Hidden Costs)
รศ.ดร.นวลน้อย เน้นย้ำว่า นอกเหนือจากความเสียหายทางการเงินที่เฉลี่ยประมาณ 60,000 บาทต่อเคส (ข้อมูลจากการแจ้งความ) ยังมีความเสียหายที่วัดยากแต่ส่งผลกระทบหนัก ได้แก่:
- ความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัล: 23% ของผู้เสียหายไม่เชื่อมั่นในระบบออนไลน์ และ 11% เลิกใช้แอปพลิเคชันทางการเงิน
- ความเสียหายต่อจิตใจ: 14% ของผู้เสียหายโทษตัวเอง 3% หวาดกลัวการใช้ชีวิต และ 1% จำเป็นต้องพบจิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการช่วยเหลือผู้เสียหายในด้านนี้
การตอบสนองของเหยื่อหลังเกิดเหตุ
หลังถูกหลอก พบว่ามีเพียง 10% เท่านั้นที่เลือกจะแจ้งความ ในขณะที่ 42% ยังคงติดต่อไปยังมิจฉาชีพเพื่อต่อรองแก้ไขปัญหา (มักพบในเคสหลอกซื้อของออนไลน์/หลอกลงทุน) และ 28% เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสในการแจ้งความคือ มูลค่าความเสียหายที่สูง (เพิ่มโอกาส 1.4 เท่า) และการทราบช่องทางร้องเรียน
ไซเบอร์อาชญากรรมคือ "อุตสาหกรรม"
รศ.ดร.นวลน้อย สรุปว่า อาชญากรรมไซเบอร์ได้พัฒนาไปสู่ "อุตสาหกรรม" (Cyber Crime Industry) ที่มีการแบ่งงานกันทำตลอดห่วงโซ่การผลิต (Value Chain) อุตสาหกรรมนี้เฟื่องฟูอย่างมากเพราะมี แรงจูงใจสูง เนื่องจากผู้ก่ออาชญากรรมได้รับผลประโยชน์สูงแต่มีต้นทุนต่ำและถูกจับได้ยาก
การสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้บริโภค
เนื่องจากมิจฉาชีพใช้อาวุธทางจิตวิทยา และสื่อนอกสถานที่อาจเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายเนื่องจาก "Algorithm" ในโซเชียลมีเดียที่ทำให้คนอยู่แต่ในกลุ่มความสนใจของตัวเอง
"ดังนั้น แนวทางในการต่อสู้ที่ยั่งยืนคือการปิดช่องโหว่ที่ตัวผู้บริโภคเอง จำเป็นต้องมีการ สร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทย โดยทำให้ผู้บริโภคเข้มแข็ง รู้เท่าทัน ไม่ประมาท ติดตามข่าวสาร และที่สำคัญคือ ฝึกฝนการป้องกันตัวทางจิตใจ เมื่อถูกโจมตี และลดพฤติกรรมเสี่ยงในโลกออนไลน์" อาจารย์นวลน้อย กล่าว






