
เวิลด์แบงก์เตือนไทยเสี่ยงปัญหาน้ำซ้ำซาก เน้นรัฐลงทุน 9 แผนน้ำ 4.23 แสนล้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลก เตือนไทยเสี่ยงหนักจากปัญหาน้ำซ้ำซาก ชี้ 9 แผนแม่บทลุ่มน้ำเจ้าพระยา วงเงิน 4.23 แสนล้านบาทค้างเติ่ง ขณะที่ EEC เอกชนต้องซื้อน้ำเพิ่ม ปีละนับพันล้านบาท
รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณากลั่นกรองโครงการลงทุน ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท โดยจะมุ่งเน้นในโครงการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำ มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการน้ำ มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจัดการน้ำ เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในประเทศไทย โดยคาดว่า จะมีการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 24 มิถุนายน 2568
นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้เกิดสถานการณ์ “ฝนตกมากแต่แล้งนาน”
แต่โครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำต้องได้รับการลงทุนที่จะสามารถรับมือได้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เวลาฝนตก จะตกมากขึ้นนานขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม และเวลาแล้งก็จะแล้งนานขึ้น และระบบการบริหารจัดการยังไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำในภาวะวิกฤตได้ ส่งผลให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
“ประเทศไทยมีแผนจัดการน้ำโดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีการวางไว้ถึง 9 แผนงาน หลังเกิดมหาอุทกภัยปี 2554 แต่จนถึงปัจจุบันกลับดำเนินการได้เพียง 1-2 แผน เพราะติดข้อจำกัดด้านการเมืองและงบประมาณ”
สำหรับ 9 แผนลุ่มน้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya 9 Plans) ซึ่งศึกษาโดยกรมชลประทาน มีเป้าหมาย เพื่อระบายน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเลให้ทันเวลาน้ำหลาก โดยใช้งบรวมกว่า 423,751 ล้านบาท (12.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ) หรือประมาณ 2.3% ของ GDP เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเสียหายเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2554 โดยมีรายละเอียดของแผน ดังนี้
ด้านฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มี 3 แผน
- คลองระบายน้ำควบคู่คลองชัยนาท–ป่าสัก รองรับน้ำ 900 ลบ.ม./วินาที (งบ 35,000 ล้านบาท
- ปรับปรุงคลองระพีพัฒน์และสาขา เพิ่มกำลังระบายเป็น 400 ลบ.ม./วินาที (งบ 62,000 ล้านบาท)
- ขุดคลองใหม่จากแม่น้ำป่าสักลงทะเล ระบายน้ำได้ 600 ลบ.ม./วินาที
ฝั่งตะวันตก มี 2 แผน
- เพิ่มประสิทธิภาพแม่น้ำท่าจีน โดยขุดคลองบายพาส-ช่องลัดแม่น้ำ (เพิ่มจาก 464 เป็น 535 ลบ.ม./วินาที)
- ปรับปรุงระบบนำน้ำจากคลองเจ้าเจ็ดถึงมหาชัย เพิ่มจาก 50 เป็น 130 ลบ.ม./วินาที
ส่วนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง มี 4 แผน
- คลองบายพาสบางบาล–บางไทร ลดปริมาณน้ำผ่านพระนครศรีอยุธยา (ระบายได้ 1,200 ลบ.ม./วินาที)
- ขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 20 กม. เพิ่มการระบายเป็น 2,800 ลบ.ม./วินาที
- สร้างทำนบนอกคันกั้นน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ
- คลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบ 3 (500 ลบ.ม./วินาที) ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับกรมทางหลวงและ JICA
“งบประมาณของกรมชลประทานส่วนใหญ่ 70% ต้องใช้ไปกับการบำรุงรักษาและดำเนินการประจำปี เหลืองบสำหรับลงทุนจริงเพียง 30% จึงทำให้ไม่สามารถเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ได้”นายขวัญพัฒน์กล่าว
สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำ ที่ธนาคารโลกร่วมมือกับไทย ได้แก่ แผนที่ 1 จาก 9 แผน ซึ่งมีต้นทุนรวมประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินร่วมลงทุนจากพันธมิตรด้านการพัฒนา ถือเป็นโครงการใหญ่ ดำเนินการ ปรับปรุง 23 คลอง ระยะ 494 กม.
โดยทั้งหมดจะถูกปรับปรุงให้ลึกและกว้างขึ้น รวมถึงเสริมทางไหลและชลประตู เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ส่วนพื้นที่ดำเนินการจะครอบคลุมตั้งแต่โซนเมืองไทยตอนกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ-อยุธยา จนถึงปากแม่น้ำที่ออกสู่อ่าวไทย ผลที่คาดหวังคือ สามารถรับมือกับน้ำหลากได้ทันท่วงที ลดโอกาสน้ําท่วมเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งตัวอย่างโครงการ ได้แก่ การขุดลอกคลอง เช่น คลองชัยนาท-ป่าสัก และการขุดคลองใหม่เพื่อระบายน้ำออกไปยังอ่าวไทย รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำฝั่งคลองชลประทาน ป่าสัก-ฝั่งขวาไปจนถึง รังสิต-กรุงเทพ มหานคร
ทั้งนี้ธนาคารโลกจะให้การสนับสนุน 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นไปที่
- ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน (เช่น คลอง ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ) ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดจากภาวะโลกร้อน
- เสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ
- เสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติในระดับชุมชน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ แผนที่ 1 อยู่ระหว่างการเจรจาและเตรียมแผนจัดหาเงินทุน (financing preparation) ระหว่างรัฐบาลไทยและธนาคารโลก ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะใช้แหล่งเงินกู้จากในหรือต่างประเทศ ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจริง แต่ได้รับการวางโครงสร้างโครงการรวมถึงการศึกษาความเหมาะสมครบถ้วนก่อนเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ส่วนแผน 2-9 อยู่ในขั้นตอนเตรียมศึกษา
นอกจากนี้ พื้นที่ที่กำลังจะเผชิญกับวิกฤตน้ำคือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีความต้องการใช้น้ำสูงจากภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ขณะที่ปริมาณน้ำกลับขาดแคลนในทุกฤดูแล้ง จนเอกชนต้องขนน้ำจากแหล่งอื่นปีละราว 5,000 ล้านบาท หรือประมาณ 150-170 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรัฐมีแผนดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการ 32 โครงการ แต่ดำเนินการจริงเพียง 3-5 โครงการเท่านั้น
“หากรัฐสามารถลงทุนในระบบผันน้ำจากอ่างประแสร์ จ.ระยอง มายังบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้ ซึ่งใช้งบประมาณราว 370 ล้านเหรียญ ก็จะสามารถประหยัดงบที่เอกชนต้องขนน้ำได้เท่ากันภายใน 2 ปี คืนทุนได้แน่นอน”
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่ใช้น้ำถึง 70% ของประเทศ แต่สร้างรายได้เพียง 8-9% ของ GDP ทั้งยังใช้แรงงานถึง 30% โดยส่วนใหญ่เป็นการเกษตรที่มูลค่าไม่สูง เช่น การปลูกข้าว
ธนาคารโลกระบุว่า Water Productivity หรือผลผลิตต่อหน่วยน้ำของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และแนะให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตร เช่น การทำ “เปียกสลับแห้ง” และการใช้น้ำแบบ “drip irrigation” เหมือนที่อิสราเอลใช้ รวมถึง “การเก็บค่าน้ำ” เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า ซึ่งจะช่วยลดภาระรัฐที่ต้องชดเชยความเสียหายจากภัยแล้งหรือน้ำท่วมที่สูงถึงปีละ 80,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาครัฐดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อได้น้ำกลับมาใช้ใหม่ และพิจารณาจัดเก็บค่าบำบัดจากผู้ใช้น้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมชี้ว่าการปฏิรูปโครงสร้างกรมชลประทานให้ทันยุคดิจิทัล และการออกแบบระบบจัดการน้ำแบบ 3 มิติ ที่มองทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็นสิ่งที่ไทยต้องเร่งทำ
“ท้ายที่สุดรัฐบาลมีรายจ่ายที่ต้องเยียวยาให้ประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำ ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งมากกว่า 8 หมื่นล้านบาทต่อปี หากรัฐกล้าตัดสินใจลงทุน 400,000 ล้านบาทใน 9 แผนลุ่มน้ำเจ้าพระยา น่าจะส่งผลบวกในระยะยาวมากกว่าจ่ายค่าชดเชยแบบไม่มีวันจบ และยังเปิดโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”นายขวัญพัฒน์กล่าวทิ้งท้าย
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,105 วันที่ 15 - 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568







