
รุมกินโต๊ะ “ซินเจียง” สกัดจีนขึ้นเบอร์ 1-สะเทือนห่วงโซ่ผลิตโลก
ความสัมพันธ์จีนกับสหรัฐฯ “เลวร้าย” อย่างต่อเนื่อง หลังจากการไปเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ตามด้วยการขายอาวุธสหรัฐฯ ให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 พันล้านเหรียญ การห้ามส่งออกชิปของบริษัท Nvidia และ AMD ไปจีน เพื่อไม่ให้จีนนำไปใช้ในอาวุธ
และเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2565 รายงานของยูเอ็น “OHCHR Assessment of human rights concerns in the Xinjiang Uyghur Autonomous Region, People’s Republic of China” ว่า มณฑลซินเจียงปฎิบัติต่อมุสลิมอุยกูร์ ใน 4 ประเด็นใหญ่คือ
1.เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จับมัดมือและเท้าแล้วทุบตี ผู้หญิงถูกข่มขืน และถูกคุมขังโดยลำพังเป็นเวลานาน 2.วิจารณ์การต่อต้านผู้ก่อการร้ายและลัทธิหัวรุนแรงของรัฐบาลจีน ระบุว่ากฎหมายและระเบียบข้อบังคับมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจน 3.มีการกักขังโดยพลการและตามอำเภอใจ และ 4.บังคับให้กินยาหรือฉีดยาโดยไม่มีคำอธิบายว่ามันคืออะไร
รวมไปถึงอังกฤษ สหรัฐฯ และแคนาดา กล่าวหาว่ารัฐบาลจีนปฎิบัติต่อชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ โดยการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนรุนแรง รัฐมนตรีสหรัฐฯ Antony Blinken กล่าวถึงจีน "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" อดีตที่รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ Dominic Raab กล่าวว่าการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์เป็น "การละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างน่าสยดสยอง" และรัฐสภาสหราชอาณาจักรได้ประกาศเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 ว่าจีนกำลังก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในซินเจียง
ในขณะที่เอกอัครราชทูตแคนาดา Leslie Norton “กังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์” การออกรายงานของยูเอ็นยิ่งทำให้ประเด็นซินเจียงจะกลายเป็นประเด็น ข้อพิพาททางการค้าและอุณหภูมิการเมืองระหว่างประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตร และจีน “ร้อนแรงขึ้นไปอีก”
สำหรับ “เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uygur Autonomous Region)” โดย “ซิน แปลว่า ใหม่” และ “เจียง แปลว่า แนวชายแดน” ซินเจียงจึงแปลว่า “เส้นทางชายแดนใหม่” ซินเจียงมีความสำคัญกับประเทศจีนอย่างมากเพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งเส้นทางสายไหม (เป็นเส้นทางผ่านไปยังเอเซียกลางและยุโรป) และทางเศรษฐกิจ เช่น ท่องเที่ยว เสื้อผ้า ไวน์ ทับทิม มะเขือเทศ การเลี้ยงปศุสัตว์และพืช
ในปี 2020 ซินเจียงมีขนาดเศรษฐกิจ 1.3% ของ GDP จีน อยู่อันดับที่ 24 ของ 31 มณฑล (อันดับ 1-5 คือกว่างโจว 11% เจียงซู 10% ซานตง 7% เจ้อเจียง 6% Henan 5% โดยขนาดเศรษฐกิจจีนเท่ากับ 16 ล้านล้านเหรียญ ปี 2020) ซินเจียงติด 8 ประเทศคือมองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถานและอินเดีย
โครงสร้างประชากรในซินเจียงมีจำนวน 25 ล้านคน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือชนกลุ่มน้อยสัดส่วน 60% ของประชากรทั้งหมดและที่เหลือเป็นชาวจีน ชนกลุ่มน้อยมีประชากรมุสลิมอุยกูร์มากสุด 48% ชาวคาซัค (Kazakhs) ร้อยละ 7 ชาวหุย (Hui) ร้อยละ 5 ชาวมองโกล (Mongols) ร้อยละ 1 นอกจากนี้เป็นชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ได้แก่ Kyrgyz, Tibetans, Tajiks, Russians และ Sibe
อุยกูร์เป็นชนชาติมุสลิม ที่มีวัฒนธรรมใกล้ชิดกับเอเชียกลางมากกว่าวัฒนธรรมจีน ในปี 1949 ชาวอุยกูร์มีสัดส่วน 80% ของประชากรในซินเจียง ปัจจุบันลดลงเพราะมีชาวจีนอยยพเข้ามาอยู่มากขึ้น จากการที่รัฐบาลจีนสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นกับซินเจียง จึงทำให้คนจีนเข้ามาอยู่มากขึ้น ชาวอุยกูร์ใช้ภาษาที่คล้ายกับภาษาตุรกี
ชาวอุยกูร์มีประวัติการต่อสู้กับรัฐบาลจีนมาตั้งแต่อดีต โดยชาวอุยกูร์ประกาศเป็นอิสระในปี 1940 แต่ต่อมาในปี 1949 ก็อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลจีน ซินเจียงเป็นมณฑลของจีนที่ “พื้นที่ใหญ่ที่สุด” สภาพโดยรวมเป็นภูเขาสัดส่วน 60% ที่เหลือเป็นพื้นที่แอ่งกะทะ การมีสภาพภูเขาทำให้มี “แร่ธาตุและพลังงานมากสุดในประเทศจีน” โดยมีน้ำมัน (30%) ก๊าชธรรมชาติ (34%) และถ่านหิน (40%) ของจีน
เศรษฐกิจโดยรวม (2020) มาจากภาคบริการสัดส่วน 51% (การก่อสร้าง โลจิสติกส์ ค้าปลีก โทรคมนาคมและท่องเที่ยว) อุตสาหกรรม 34% (มีหลายเขตอุตสาหกรรม ได้แก่ เหมืองแร่ พลังงาน แปรรูปฝ้าย เสื้อผ้า อาหาร เครื่องจักรการเกษตร และเคมีภัณฑ์) และเกษตรกรรม 14% (ฝ้าย ปศุสัตว์ มะเขือเทศ ถั่ว ข้าว เรฟซีด)
ซินเจียงเป็นพื้นที่ปลูกฝ้ายใหญ่สุดของจีน โดยมีเกษตรกรครึ่งหนึ่งของซินเจียงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตฝ้าย โดยคิดเป็นสัดส่วนรายได้เกือบ 30% ของเหล่าเกษตรกร ปี 2016 ผลิตฝ้าย 3.5 ล้านตัน (84% ของผลผลิตจีน) และปี 2020 ผลิตฝ้าย 5 ล้านตัน (ความต้องการในประเทศ 8 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้าฝ้าย) คิดเป็น 90% ของผลผลิตจีน บนพื้นที่ 2 ล้านเฮกตาร์ (12.5 ล้านไร่) โดยมีผลผลิตเป็นอันดับสองของโลกรองจากอินเดีย ปี 2020 ทั่วโลกผลิตฝ้าย 25.9 ล้านตัน (Top 10 cotton producing countries in the world โดย Elke Hortmeyer 1st July 2020)
ปัจจุบันฝ้ายจีนและวัตถุดิบอื่น ๆ ถูกห้ามนำเข้าจากบริษัทต่างชาติในหลายประเทศ ด้วยเหตุผลของละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในซินเจียง บังคับการใช้แรงงาน การกักขังในค่ายกักกัน การลบล้างวัฒนธรรม การข่มขืน การบังคับให้ทำหมัน การแยกเด็กออกจากครอบครัว และมีการสอดแนมที่ใช้เทคโนโลยีสูง ซึ่งทั้งหมดได้รับการรับรองของรัฐบาลจีน
ระหว่างปี 2017–19 ชาวอุยกูร์มากกว่า 80,000 คนถูกบังคับย้ายออกจากซินเจียงเพื่อทำงานในโรงงานทั่วประเทศจีน และอย่างน้อย 570,000 คนจากซินเจียงถูกบังคับให้เก็บฝ้าย และได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย การห้ามนำเข้าได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของบริษัทต่างชาติที่พึ่งพิงฝ้ายจากซินเจียงในหลายอุตสาหกรรมทั้งโดยตรงและที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เสื้อผ้า รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือ และค้าส่งค้าปลีก ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันเพราะมีการใช้ Polysilicon จากซินเจียง รวมไปถึงอุตสาหกรรมมะเขือเทศที่ผลิตโดยแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นและแคนาดาก็จะได้รับผลกระทบ
กระทรวงการต่างประเทศจีนตั้งข้อสังเกตว่า “ทำไมชาติตะวันออกตกต้องโจมตีซินเจียงอย่างบ้าคลั่ง” พร้อมกับบอกเหตุผลว่า เพราะทรัพยากรธรรมชาติของซินเจียงที่มีอยู่มากและสำคัญต่ออุตสาหกรรมจีนและเป็นตามทฤษฎีสมคบคิดของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดจีนไม่ให้เป็น “เบอร์หนึ่งโลก” ครับ







