
เอกชนแจงยิบผู้ประกอบการไทยยุคโควิด ต้องควักจ่ายเรื่องอะไรบ้าง?
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ตอบคำถาม “ฐานเศรษฐกิจ”ภาคผลิต กาค้า ส่งออกยุคโควิด ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนหนักหนาสาหัสขนาดไหน ใครยังรับไหว ใครใกล้หมดแรง และข้อเสนอขอความช่วยเหลือจากภาครัฐมีอะไรบ้าง เพื่อให้ธุรกิจยังไปได้ต่อ ดังนี้
ทั้งนี้นายวิศิษฐ์ ได้แจกแจงรายละเอียดดังนี้
ทั้งนี้ค่าใช้จ่าย ต้นทุนการจัดการการแพร่ระบาดโควิด 19 ในโรงงาน
- การจัดการการแพร่ระบาดโควิดในโรงงาน ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการ Bubble and Seal , การทำ Factory Sand box
- โรงงานส่วนใหญ่ที่มีความพร้อมทางการเงินปฏิบัติตามแล้ว
- ซึ่งการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ล้วนมีค่าใช้จ่าย และ มีต้นทุนสูง
- ต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการจัดการการแพร่ระบาดโควิดในโรงงาน ได้แก่
- ต้นทุนด้านการสุ่มตรวจ คัดแยกผู้ติดเชื้อโควิด ทั้งรูปแบบ RT-PCR และ ชุดตรวจ ATK มีค่าใช้จ่าย&ต้นทุนสูงในการตรวจ ซึ่งพนักงานจำนวน 500 คนมีค่าใช้จ่ายเป็นหลักแสน
-ต้นทุนด้านการจัดหาวัคซีนให้พนักงาน (แบบทางเลือก โดยผู้ประกอบการเสียเงินเอง)
- ต้นทุนในการจัดทำ Bubble & Seal
-มีค่าใช้จ่ายค่ารถรับส่งพนักงาน ในการควบคุมการเดินทางของพนักงาน
- จัดสถานที่พักอาศัยให้พนักงานอยู่เพื่อควบคุมการเดินทางของพนักงาน
- ต้นทุนการจัดทำโรงพยาบาล หรือ ศูนย์พักคอย สำหรับแยกผู้ป่วยติดเชื้อ
- Hospitel ค่าใช้จ่าย 1,500 บาทต่อคนต่อวัน
- Factory Isolate ค่าใช้จ่าย 7,000 – 10,000 ต่อเตียง
- ต้นทุนการจัดหาสถานที่กักตัวสำหรับผู้สัมผัสผู้ป่วย
- ค่าเช่าโรงแรม State Quarantine
- หากจัดสถานที่ในโรงงาน มีค่าอุปกรณ์การนอนต่าง ๆ
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆในการดูแลพนักงาน
- ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ
- ค่าอาหาร ประมาณ 300 บาทต่อคนต่อวัน
- ค่ายา อุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์อื่น ๆ ค่าใช้จ่าย
- ค่ากำจัดขยะติดเชื้อ
- มาตรการที่โรงงานจัดทำเพื่อจัดการการแพร่ระบาดโควิด-19 มีค่าใช้จ่ายที่โรงงานต้องแบกรับเพิ่ม
- รัฐควรเข้ามาช่วยสนับสนุนในด้านการเงิน
- ตามคาดการณ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การจัดทำมาตรการตามโครงการ Factory Sandbox รัฐควรสนับสนุนงบประมาณประมาณ 5,000 ล้านบาท
มาตรการการจัดการการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงงาน
- แนวทางออกของปัญหาที่สำคัญคือการได้รับวัคซีน
- ผู้ประกอบการบางส่วนจึงจัดสรรหาวัคซีนทางเลือกให้พนักงาน โดยค่าใช้จ่าย ต้นทุนสูง
- การจัดสรรวัคซีนควรเป็นหน้าที่ของรัฐ เช่น จัดสรร ผ่าน ม.33 เนื่องจาก พนักงานทุกคนมีการทำประกันสังคม
- มาตรการ Bubble & Seal
-เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน
- Bubble คือ ควบคุมเส้นทางการเดินทางจากโรงงานไปที่พัก-ที่พักไปโรงงาน
- Seal คือ ควบคุมพนักงานไม่ให้ออกนอกพื้นที่โรงงาน
- โครงการนำร่องการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน (Factory Sandbox)
มีแผนการดำเนิน 4 ขั้นตอน
1. ตรวจดำเนินการตรวจคัดกรองด้วย RT-PCR 100% เพื่อแยกคนป่วยไปรักษาทันทีและดำเนินการตรวจ Self-ATK ทุกสัปดาห์ ·
2. จัดให้มี FAI, Hospitel, โรงพยาบาลสนาม และ ICU สำหรับผู้ป่วย เขียว เหลือง และแดง
3.ดำเนินการฉีดวัคซีนให้แรงงานโดยเน้นกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง ออกใบรับรอง “โรงงานสีฟ้า” เพื่อสร้าง ความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน
4. ควบคุมการแพร่ระบาดโดยดำเนินการตามมาตรการ Bubble and seal และ DMHTT
ทั้งนี้ Factory Sand box เป็นโครงการที่ดี แต่รัฐควรสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หากไม่มีความพร้อมทางการเงิน การทำมาตรการจะเป็นไปได้ยาก
- การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในสถานประกอบการ(FAI)
-โรงงานหรือสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป หรือมีกำลังเครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป ควรหรือต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อแยกกักผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในโรงงาน
- Company isolation &Factory isolation
-การแยกกักตัวผู้ติดเชื้อในสถานที่ทำงาน หรือโรงงาน
-โดยต้องเฝ้าระวังอาการผู้ติดเชื้อ
-ต้องมีมาตรการดูแลผู้ติดเชื้อ
มาตรการต่าง ๆ ข้างต้นเป็นมาตรการบังคับ หรือ ผู้ประกอบการปฏิบัติเตรียมการเอง
- มาตรการบังคับ ขึ้นอยู่กับคำสั่งของจังหวัดนั้น ๆ
-โดยให้ผู้ประกอบการติดตามสถานการณ์และมาตรการของจังหวัดอย่างใกล้ชิด
- ตัวอย่างมาตรการคำสั่งจังหวัดสมุทรสาคร เช่น
- มาตรการงดการเดินทางเข้าออกจังหวัดสมุทรสาคร เว้นแต่มีความจำเป็นให้แจ้งเจ้าหน้าที่
- โรงงานหรือสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป หรือมีกำลังเครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไปต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อแยกกักผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในโรงงาน (Factory Accommodation Isolation: FAI)
-โดยจะต้องมีจำนวนเตียงไม่น้อยกว่า 10 % ของจำนวนพนักงาน และต้องเพียงพอต่อการแยกกักตัว
-ซึ่งต้องจัดตั้งให้เสร็จภายใน 30 กรกฎาคม 2564 หากพบว่าโรงงานใดหรือสถานประกอบการใดดำเนินการไม่แล้วเสร็จในระยะเวลากำหนด ให้เสนอต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเพื่อพิจารณาปิดโรงงาน สถานประกอบการทันที
- มาตรการที่ผู้ประกอบการปฏิบัติเตรียมการเอง เช่น
-สำหรับโรงงานที่มีการแพร่ระบาดโควิดในโรงงาน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามแนวทาง Bubble and Seal เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด
- จัดให้มีการการสุ่มคัดแยกผู้ติดเชื้อโดยการตรวจด้วยชุดตรวจ ATK ทุกสัปดาห์
-จัดทำ Factory Isolate , Factory Quarantine
-จัดหาสถานที่ให้ผู้ติดเชื้อ และ ผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อ เช่น Hospitel Community Isolation เป็นต้น
- มาตรการที่มิใช่มาตรการบังคับจากคำสั่งจังหวัด
-จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละโรงงาน
- ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ประกอบการแต่ละโรงงานนั้น ๆ
มาตรการใดบ้างที่ภาครัฐช่วยเหลือด้านการเงิน
- ปัจจุบันรัฐยังไม่ได้มีบทบาทเข้ามาสนับสนุนในด้านงบประมาณ การเงิน เพื่อสนับสนุนมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแพร่ระบาดโควิดในโรงงาน
-ปัจจุบันรัฐมีให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนเพื่อขอวัคซีนผ่าน ม.33
-การจัดสรรวัคซีนในปัจจุบันยังไม่ทั่วถึงพนักงานทุกคนในโรงงาน
- ค่าใช้จ่าย หรือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในโรงงาน
- ค่าอาหารและค่ายาสำหรับพนักงานคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนมากที่สุด
- เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่คิดต่อจำนวนพนักงาน และต้องจ่ายทุกวัน เช่น
- ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายประมาณ 200-300 บาทต่อวันต่อคน
- ค่ายา อุปกรณ์การแพทย์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000-20,000 ต่อคน ต่อ 14 วัน ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย
- ต้นทุนการจัดทำ FAI มีค่าใช้จ่ายสูง 7,000 – 10,000 บาทต่อเตียง
- ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมีค่าใช้จ่ายในการสร้างถึงหลักล้าน ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงาน ข้อดีคือสามารถใช้ซ้ำได้
- ผลกระทบของผู้ประกอบการ
1. ต้นทุนในการจัดทำมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด ในโรงงานมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่สูง
2. การจัดหาสินค้าที่จำเป็นในการจัดทำมาตรการ เช่นสินค้า ยา อุปกรณ์การแพทย์ ชุดตรวจ ให้ได้เพียงพอต่อ ปริมาณพนักงานเป็นเรื่องยาก
3.การขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์ในการเข้ามาดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในโรงงาน
4.การขาดแคลนแรงงานเนื่องจากมีการแพร่ระบาดโควิด ในโรงงาน
5.กำลังการผลิตสินค้าลดลงเนื่องจากการขาดแคลนแรงงาน
6. อาจทำให้การส่งมอบสินค้าเกิดความล่าช้าและอาจถูกปรับได้
7.บางโรงงานถูกสั่งปิดทำให้เสียรายได้แต่ผู้ประกอบการยังคงมีค่าใช้จ่าย fixed cost เช่นค่าจ้างพนักงานและยังคง ต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่ธนาคาร
8.ต้นทุนในการผลิตจากการทำมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด ในโรงงานเพิ่มสูงขึ้นแต่การปรับราคาสินค้า บางรายการอาจไม่สามารถทำได้ทันทีเนื่องจากเป็นสินค้าที่กรมการค้าภายในมีการควบคุมราคาสินค้า
9.สถานการณ์ทางการค้าปัจจุบัน ต่อต้นทุนวัตถุดิบที่มีการปรับราคาสูงขึ้นเช่นค่าระวางเรือ ค่าตู้คอนเทนเนอร์ ค่าบรรจุภัณฑ์โลหะกระป๋อง และ วัตถุดิบอื่น ๆ เมื่อรวมกับต้นทุนในการทำมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด ในโรงงานที่คิดเป็นต้นทุนที่สูง จะส่งผลต่อผู้ประกอบการที่มีความพร้อมทางการเงินไม่เพียงพอ เช่น ผู้ประกอบการ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก อาจทำให้ขาดทุนและปิดกิจการได้
- ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ต่อภาครัฐ
1.ขอให้รัฐเข้ามาสนับสนุนในเรื่องงบประมาณการเงินที่เกี่ยวกับมาตรการการทำ Bubble and seal หรือมาตรการ ที่อยู่ในข้อกำหนดโครงการ Factory sandbox
2. ขอให้รัฐเร่งหาวัคซีนและจัดสรรกระจายสู่พนักงานในโรงงานให้ได้ 100%
3.ขอให้เสนอผลกระทบและค่าใช้จ่ายในการทำมาตรการเพื่อให้รัฐเข้าใจถึงอุปสรรคในการดำเนินตามมาตรการ
4.เพื่อให้รัฐหาแนวทางเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการก่อนออกมาตรการได้
5.เสนอให้รัฐออกมาตรการคำสั่งของจังหวัดในแต่ละจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
6.ให้รัฐช่วยสนับสนุนจัดหาสินค้าที่จำเป็นต่อมาตรการเช่นยา อุปกรณ์การแพทย์วัคซีน ชุดตรวจ ATK เป็นต้น
7. เสนอให้รัฐช่วยจัดสรรหารายชื่อผู้ผลิตสินค้าที่จำเป็น เพื่อให้ง่ายต่อการเตรียมการทำตามมาตรการโดยอาจให้มีการทำข้อตกลงในการซื้อสินค้ารวมกลุ่มกันในหลาย ๆ โรงงานเพื่อให้ได้สินค้าในราคาที่ถูกลง






