‘ศักดิ์สยาม’ลั่น ไม่ได้ค้าน แค่แสดง ความคิดเห็น 4ข้อต่อสัญญาBTS    

21 พ.ย. 2563 เวลา 2:20 น. 886

‘ศักดิ์สยาม’ลั่น ไม่ได้ค้านแค่แสดงความคิดเห็น  4 ข้อ ขยายสัมปทานBTSสีเขียว ควรยึดค่าโดยสารสายสีน้ำเงิน-ม่วง เป็นหลัก 

 

ดุเดือดเผ็ดร้อน ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  วาระสำคัญ ขยายสัมปทานรถไฟฟ้าBTS ปมขัดแยงระหว่าง กระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยกรณี4 ข้อคัดค้าน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเมื่อกระทรวงการคลัง เสนอขอความเห็นชอบผลการเจรจา

 

                นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตามที่มีกระแสข่าวกรณีกระทรวงคมนาคมค้านการต่อสัญญาสัมปทานBTSสายสีเขียวนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ค้านเป็นเพียงความคิดเห็นเพิ่มเติมเท่านั้น เพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ประชุมครม.จะสอบถามความคิดเห็น “ไม่ได้มีแค่กระทรวงคมนาคมเท่านั้น ทางกระทรงการคลังก็มีความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยเหมือนกัน ส่วนการจัดเก็บค่าโดยสาร 65 บาทตลอดสาย เราควรดูจากตัวเลขของรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ที่ดำเนินการทั้งรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ พีพีพี การจ้างวิ่ง เมื่อเวลาคิดคำนวณค่าโดยสารเขาก็มีวิธีคิดอย่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ ทุกๆ 2 ปี จะมีการปรับอัตราค่าโดยสารจากดัชนีการชีวัดผู้บริโภค (CPI) อยู่แล้ว”

                ทั้งนี้กรณีการพิจารณาศึกษาการขยายสัมปทานสายสีเขียว  เบื้องต้นทางกระทรวงคมนาคมได้ตรวจสอบแนวทางการดำเนินงานและมีความเห็นเพิ่มเติมทั้ง 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1. ความครบถ้วนตามหลักการพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 มาตรา 46 และมาตรา 47  โดยกำหนดขั้นตอนการแก้ไขสัญญาร่วมทุนตามกระบวนการต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการวิเคราะห์โครงการในเชิงผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) และอัตราผลตอบแทนทางด้านการเงิน (FIRR) รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนปริมาณผู้โดยสารและราคาค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชน ซึ่งการดำเนินการของคณะกรรมการตามคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562  ถือเป็นการดำเนินการร่วมทุนตามพระราชบัญญัติร่วมทุนฯ แล้ว แต่การดำเนินการภายหลังการเจรจาไม่มีการเสนอความเห็นว่าการต่อสัญญาสัมปทานควรประกวดราคาหรือควรเจรจาต่อรองกับเอกชนรายเดิม

              

 ‘ศักดิ์สยาม’ลั่น ไม่ได้ค้าน แค่แสดง ความคิดเห็น 4ข้อต่อสัญญาBTS    

 

  ประกอบกับกรณีการพิจารณาเปรียบเทียบที่สมควรจะต่อสัญญาเดิมหรือรัฐดำเนินการเองได้ โดยกำหนดกรอบการพิจารณาตามมาตรา 49 ของกฎหมายดังกล่าวให้หน่วยงานเจ้าของโครงการสมควรเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดอย่างน้อย 5 ปี ก่อนที่สัญญาร่วมทุนจะสิ้นสุดลง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ ความต่อเนื่องการให้บริการสาธารณะและผลกระทบต่อประชาชนก่อนสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อสอดคล้องกับกรอบระยะเวลาใกล้เคียงกับการหมดสัญญาเดิมทั้งในเชิงศักยภาพและการพิจารณาของรายได้และรายจ่าย  ทั้งนี้ควรดำเนินการตามขั้นตอนการเจรจาสอดคล้องกับพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562และเป็นไปตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ตามมาตรา 27 หากการดำเนินการก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐหรือของหน่วยงานรัฐให้จัดทำงบประมาณการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับเสนอในการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการพิจารณาอนุมัติมาตรการ โครงการ ตามความจำเป็นเร่งด่วน ประโยชน์ที่ได้รับและภาระทางการคลังที่สูญเสียรายได้จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

2. กรณีการคิดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม โดยในร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กำหนดให้มีอัตราค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นอัตราค่าโดยสารสูงกว่ารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในปัจจุบัน สมควรพิจารณาภายใต้ข้อเท็จจริงโดยกำหนดอัตราค่าโดยสารที่ถูกที่สุดสำหรับประชาชนที่ใช้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เนื่องจากปัจจุบันประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางรถไฟฟ้า จำนวน 130 บาทต่อวันซึ่งคิดเป็น 35% ของค่าแรงขั้นต่ำ ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทยใช้ข้อมูลในปี 2562 เป็นฐานในการเปรียบเทียบและคำนวณ มีความเห็นว่า ในอนาคตเมื่อปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ประกอบกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักของเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นส่งผลให้สามารถลดอัตราค่าโดยสารลงได้มากกว่า 65 บาท 

              

 

 

ทั้งนี้จากการพิจารณาอัตราค่าโดยสารเมื่อเปรียบเทียบกับรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ พบว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวเปิดให้บริการมาแล้ว 21 ปี  ซึ่งผ่านจุดคุ้มทุนมาแล้ว โดยมีผู้โดยสารใช้บริการราว 800,000-1,000,000 คน ซึ่งเป็นสถิติการประมาณการณ์ก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 และมีอัตราค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินมีผู้โดยสารประมาณ 300,000 คนต่อวัน และมีอัตราค่าโดยสารไม่เกิน 42 บาทตลอดสายแต่สามารถดำเนินการกิจการได้อย่างต่อเนื่อง จึงเห็นว่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวสามารถกำหนดราคาค่าโดยสารถูกกว่า 65 บาทได้ 3. การใช้สินทรัพย์ของรัฐที่ได้รับโอนจากเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่งผลให้สินทรัพย์ทั้งหมดที่กำลังตกเป็นของรัฐเมื่อครบกำหนดตามสัญญาสัมปทาน พ.ศ.2572 ใช้ประโยชน์โดยผู้รับสัญญาสัมปทานรายเดิมต่อเนื่อง และรวมส่วนต่อขยาย ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการและช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ประกอบด้วย

 

สินทรัพย์เดิมของรัฐ จำนวน 23.5 กม.แรก  สินทรัพย์ของบริษัทกรุงเทพธนาคม จำนวน 12.75 กม. (ตากสิน-บางหว้า-อ่อนนุช-แบริ่ง)  สินทรัพย์ที่ได้รับโอนจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จำนวน 13 กม. (แบริ่ง-สมุทรปราการ) และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จำนวน 19 กม. รวมระยะทางโครงข่ายเส้นทางทั้งหมด 68.25 กม. หากสินทรัพย์ตกเป็นของรัฐในปี 2572 และรัฐให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการโครงสร้างงานโยธา รถและงานระบบเดิมจะทำให้เอกชนมีการลงทุนเพิ่มเติมในการจัดหางานระบบเดินรถคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าการลงทุนโครงการใหม่มีเพียงแค่การจัดหารถและปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณเพื่อใช้ในการบริการวิ่งเพิ่มเติมและการให้บริการเท่านั้นจึงควรพิจารณาให้เกิดความชัดเจนถึงการใช้สินทรัพย์ว่า

 

รัฐควรได้ประโยชน์จากการขยายสัญญาสัมปทานว่าเป็นจำนวนเท่าใด  จนกว่าจะครบอายุสัญญาเพื่อป้องกันรัฐเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับและประโยชน์ที่ตกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ และ4. ข้อพิพาททางกฎหมายกรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทำสัญญาจ้างร่วมกับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการและช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ไปจนถึงปี 2585 สมควรรอผลการไต่สวนข้อเท็จจริงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะมีผลกระทบต่อสัญญาสัมปทานที่อยู่ระหว่างการดำเนินการต่อสัญญาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนแล้วพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปรวมทั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐและประชาชนตามหลักการจัดทำสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

 

หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40  ฉบับที่ 3,629 วันที่ 22 - 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

แท็กที่เกี่ยวข้อง