thansettakij
thansettakij
คณะกรรมการปฏิรูปฯเสนอ 5 Big Rock ด้านพลังงาน

คณะกรรมการปฏิรูปฯเสนอ 5 Big Rock ด้านพลังงาน

03 ก.ย. 63 | 14:40 น.

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเตรียมเสนอ 5 Big Rock ปฏิรูปด้านพลังงาน หวังเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมปี 65

นายพรชัย รุจิประภา ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เปิดเผยหลังการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ว่า การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานจำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงให้สอดรับกับการใช้พลังงานภาพรวมของประเทศที่ลดลง หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมกับตอบโจทย์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้ นโยบายพลังงาน ลดเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

คณะกรรมการปฏิรูปฯเสนอ 5 Big Rock ด้านพลังงาน

ทั้งนี้ จึงเสนอ 5 ประเด็นเร่งด่วนที่จำเป็นต้องปฏิรูปที่สำคัญ หรือ Big Rock เพื่อเปลี่ยนแปลงพลังงานไทยให้เป็นรูปธรรมภายในปี 2565 และเมื่อรับฟังความเห็นจะนำไปปรับปรุงร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงานฉบับที่ 2 Big Rock ให้สมบูรณ์ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบร่างแผนปฏิรูปประเทศประมาณเดือนพฤศจิกายน 2563 และรายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบและประกาศบังคับใช้ต่อไป

“โควิด-19 ทำให้จีดีพีของไทยลดลง 12% ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานภาพรวมลดลงทั้ง ไฟฟ้าชะลอตัว 14% ซึ่งมีผลให้ไฟสำรองสูงขึ้น น้ำมันชะลอตัว 12.6% น้ำมันเครื่องบินหด 50 แอลพีจีหดตัว 11.6% คณะกรรมการปฏิรูปจึงต้องทบทวนหลายปัจจัยให้สอดรับและต้องคำนึงว่า หากหลายประเทศค้นคว้าวัคซีนได้สำเร็จจะสร้างความเชื่อมั่นทุกอย่างก็อาจจะกลับมา ดังนั้น จึงต้องวางแผนให้ดี”

นายมนูญ ศิริวรรณ รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า 5 Big Rock ปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ประกอบด้วย กิจกรรมการปฏิรูปที่ 1 การจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ด้านการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ปลดล็อกข้อจำกัด เช่น การสร้างโรงไฟฟ้า ต้องยื่นขออนุญาตจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพียงหน่วยงานเดียว เป็นต้น

กิจกรรมการปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ (NEIC) ควรเป็นหน่วยงานอิสระ จากกระทรวงพลังงาน และเป็นศูนย์กลางแหล่งข้อมูลด้านพลังงาน โปร่งใส แม่นยำ เชื่อถือได้ จึงต้องเร่งสร้าง Branding NEIC ให้เป็นที่น่าเชื่อถือผ่านการจัดตั้งกลไกกลั่นกรองข้อมูลที่เป็นระบบ

นายคุรุจิต นาครทรรพ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า กิจกรรมการปฏิรูปที่ 3 มาตรการธุรกิจบริษัทจัดการพลังงาน ESCO เพื่อเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคเป็นการจ้างเอกชนมาลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและอนุรักษ์พลังงานให้อาคารของรัฐ ผ่านกลไกการรับประกันผลงานและตรวจวัดพิสูจน์ผลโดยบุคคลที่ 3 หรือหน่วยงานให้การรับรอง (Third Party Audit) โดยมีกลุ่มเป้าหมายระยะแรกจำนวน 876 อาคารรัฐ

“คาดว่าจะช่วยประหยัดพลังงานภาครัฐคิดเป็นมูลค่า 2.6 พันล้านบาท/ปี ลดงบประมาณด้านซ่อมบำรุงและความเสี่ยงในการจัดซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าและการติดตั้งเทคโนโลยีโซลาร์รูฟที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ทำการประเมินว่านโยบายดังกล่าวจะช่วยสร้างงานใหม่ (Green Job) ให้กับประเทศไทยไม่น้อยกว่า 37,500 ตำแหน่ง ในระยะ 10 ปีข้างหน้า

กิจกรรมการปฏิรูปที่ 4 การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะที่ 4 เพื่อสร้างฐานทางเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) เพราะโรงกลั่นอายุส่วนใหญ่เกิน 60 ปี ปิโตรเลียมยังจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จึงต้องยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชนจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พร้อมรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

และกิจกรรมการปฏิรูปที่ 5 ปฏิรูปโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ โดยปฏิรูปแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP 2022 ทั้งด้านการบริหารและโครงสร้างราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อเพิ่มการแข่งขันและประสิทธิภาพในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เปลี่ยนระบบการผลิตจากรวมศูนย์สู่กระจายศูนย์ แยกระบบส่งและศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าออกจากกิจการผลิตไฟฟ้า

เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีทางเลือกมากขึ้น รวมทั้งการผลิตใช้เองและขายเข้าระบบ พร้อมปฏิรูปการบริหารจัดการของ 3 การไฟฟ้าให้ประสานเชื่อมโยงแผนลงทุน และแผนปฏิบัติการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนการปฏิรูปด้านก๊าซธรรมชาติจะต้องจัดหาก๊าซฯ ให้มีความต่อเนื่องไม่เกิดการหยุดชะงักทั้งแหล่งอ่าวไทย และแหล่งอื่นๆ รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศ