‘สุพันธุ์’ ประธาน ส.อ.ท.วาระใหม่ กับโจทย์หินนำพา  SMEs ฝ่าโควิด

22 ส.ค. 2563 เวลา 3:23 น. 3

การประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวันที่ 19 สิงหาคม 2563 มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ต่ออีก 1 วาระ (วาระปี 2563-2565) แบบไร้คู่แข่ง หลังจากดำรงตำแหน่งวาระปี 2557-2559 และวาระปี 2561-2563

 

“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ ประธานส.อ.ท.หมาดๆ ถึงภารกิจสุดหินที่จะต้องนำพาสมาชิก ส.อ.ท.กว่าหมื่นรายร่วมกันฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปให้ได้ รวมถึงมุมมองความยากลำบากของการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี และภาพรวมด้านเศรษฐกิจจะไปทิศทางใดนับจากนี้

 

SMEsเข้าถึงสินเชื่อยาก

นายสุพันธุ์ ยอมรับว่าโจทย์หินที่ยากที่สุดในขณะนี้คือการขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่ลดลงอย่างมาก ทำให้การบริหารสภาพคล่องทางการเงินเป็นโจทย์สำคัญที่ยากมาก แม้จะมีโครงการสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่ผู้ประกอบการยังมีปัญหาในการเข้าถึงความช่วยเหลือ ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มียอดขายเกิน 500 ล้านบาท (บริษัทขนาดกลางแต่ไม่ถึงกับเป็นขนาดใหญ่) ยังเข้าถึงแหล่งเงินช่วยเหลือได้ไม่มากนัก

ขณะที่ SMEs รายใหม่ ไม่สามารถขอสินเชื่อได้ เนื่องจากการขอสินเชื่อจะต้องมีวงเงินกู้เดิมกับธนาคาร  เช่นเดียวกันผู้ประกอบการบางรายมีประวัติที่ไม่ดีประสบปัญหาเป็นหนี้ NPL หรือเคยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ หรือค้างชำระหนี้ หรือขาดทุนในช่วงต้นปี 2563 จะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ธปท. อีกทั้งธนาคารพาณิชย์เรียกหลักทรัพย์คํ้าประกันเพิ่ม แม้จะแจ้งว่าไม่บังคับ แต่มีส่วนในการตัดสินใจอนุมัติการปล่อยสินเชื่อ

นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม และเรียกร้องให้ซื้อประกันและแพ็กเกจขายพ่วงต่างๆ อีกทั้งธนาคารพาณิชย์แจ้งว่า สินเชื่อ ธปท. หมดแล้ว และเสนอ Package สินเชื่ออื่นแทน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าและมีการเก็บค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ตรวจสอบงบการเงินย้อนหลัง โดยในบางกรณีพิจารณางบฯ มากกว่า 36 เดือน เป็นต้น

 

รับแรงปะทะรอบด้าน

นายสุพันธุ์ กล่าวอีกว่า จากนี้ไปยังมีความไม่แน่นอนและปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน จากโลกยังต้องรับแรงปะทะต่างๆ จากสถานการณ์โควิด-19 และขีดความสามารถในการควบคุมการระบาดในประเทศคู่ค้าและประเทศไทย รวมทั้งความเสี่ยงจากการกลับมาระบาดของไวรัสในระลอกที่สองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยังเป็นตัวแปรของปัจจัยเสี่ยง

อีกทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในช่วงที่เหลือของปี 2563 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงมากและซํ้าเติมภาวะถดถอยของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ในช่วงหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนโยบายเศรษฐกิจที่มีผลต่อประเทศคู่ค้า และความเสี่ยงต่อวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศสำคัญที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่งอาจขยายขอบเขตจากปัญหาในภาคการผลิต ไปสู่ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินการคลัง และวิกฤติทางการเมืองได้


‘สุพันธุ์’ ประธาน ส.อ.ท.วาระใหม่  กับโจทย์หินนำพา   SMEs ฝ่าโควิด

คัมภีร์ฝ่าโควิด-19

ประธานส.อ.ท.  บอกด้วยว่าในเบื้องต้นสำหรับภาคธุรกิจจะฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปได้ต้องรีบปฏิบัติ 5 ข้อก่อน คือ  1. ยืดการชำระเงินกู้ไปอีก 2 ปี โดย 6 เดือนแรก พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนที่เหลืออีก 1 ปี 6 เดือนหลัง ให้พักเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 2.ขอให้ บสย. เข้ามาคํ้าประกันสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ตามวงเงินกู้ ธปท. 5 แสนล้านบาท เพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์กังวลเรื่องผู้ประกอบการยังไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ภายใน 2 ปี จึงต้องให้ บสย. คํ้าประกันหนี้ต่อหลังจากหมด พ.ร.ก.กู้เงินฯ 

3. เสนอให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท เพื่อมาดูแลเศรษฐกิจฐานราก และเงิน Soft loan เน้นดูแล SMEs และภาคเอกชนระดับกลางที่มีเงินลงทุนระดับ 200 ล้านบาท ถึง 500 ล้านบาท ที่มีปัญหาสภาพคล่องแต่ยังไม่ได้รับการดูแล

4. ให้กรมสรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ SME ทุกธุรกิจ 3 ปี (สำหรับปีภาษี 2562 - 2564) โดยจะต้องเข้าระบบ E-Filing 5. ขอยกเว้นค่าปรับจากการยื่นแบบภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) แล้วประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 คลาดเคลื่อนเกินร้อยละ 25 โดยขอยกเว้นค่าปรับร้อยละ 20 ของภาษีที่ขาด เนื่องจากผลกระทบ COVID-19 ทำให้ธุรกิจไม่สามารถคาดการณ์ผลกำไรที่ต้องเสียภาษีได้

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2563 เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงฉุดหลักจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยหลังการระบาดของโควิด-19 ยังเพิ่มสูงขึ้นและบางประเทศพบจำนวนผู้ติดเชื้อรอบใหม่ (จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง เป็นต้น) ส่งผลให้การค้าและการเดินทางระหว่างประเทศคงยากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว ขณะเดียวกันเงินบาทที่ผันผวนและเริ่มมีทิศทางแข็งค่า ก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก  รวมถึงกำลังซื้อครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับความไม่แน่นอนในตลาดการจ้างงาน ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันการใช้จ่ายในประเทศอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้จากผลของฐานที่ตํ่าในปี 2563 แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนหากการแพร่ระบาดของโควิด-19  ทั่วโลกมีความยืดเยื้อ แม้ไทยจะควบคุมการแพร่ระบาดฯได้ก็ตาม รวมทั้งในกรณีที่มีมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความรุนแรงมากขึ้น และความเสี่ยงต่อวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าปัจจัยเหล่านี้ยังคงมีความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2564 

หน้า 9 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,603 วันที่ 23 - 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563