thansettakij
thansettakij
เจาะรายธุรกิจเอสซีจีแพคเกจจิ้งโตสวนทาง

เจาะรายธุรกิจเอสซีจีแพคเกจจิ้งโตสวนทาง

29 เม.ย. 63 | 08:41 น.

เจาะรายธุรกิจเอสซีจีไตรมาสแรกปี63 แพคเกจจิ้ง โตสวนกระแส มีรายได้จากการขาย 24,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ขณะที่กลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างร่วงรายตัว

 

ภายใต้สถานการณ์ที่ภาคเอกชนไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ดำเนินธุรกิจด้วยความยากลำบาก เพราะต่างต้องเผชิญปัญหาจากพิษไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายบริษัทขาดสภาพคล่อง บริษัทที่มีสายป่านยาวก็เจ็บตัวเรียงแถว  ดูจากบริษัทเอกชนที่เริ่มทยอยแถลงผลประกอบการไตรมาสแรก  

 

ล่าสุดนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยภายหลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2563ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่างบการเงินรวมก่อนสอบทาน ของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2563 มีรายได้จากการขาย 105,741 ล้านบาท ลดลง 6 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง ตามความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ลดลง แต่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 6,971 ล้านบาท ลดลง 40%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 2% จากไตรมาสก่อน 

เจาะรายธุรกิจเอสซีจีแพคเกจจิ้งโตสวนทาง

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี โฟกัสถึงรายกลุ่มธุรกิจพบว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2563  ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เป็นกลุ่มเดียวที่เดินสวนทางธุรกิจกลุ่มอื่น โดยมีรายได้จากการขาย  24,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากการรวมผลประกอบการ Fajar และ Visy ประเทศไทย รวมถึงการทำงานเชิงรุกในทุกหน่วยงานภายในเพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 45% จากไตรมาสก่อน

เจาะรายธุรกิจเอสซีจีแพคเกจจิ้งโตสวนทาง

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง สามารถขายสินค้าและบริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรได้ตอบโจทย์และทันต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะจากพฤติกรรมการสั่งอาหารเดลิเวอรี่และการซื้อสินค้าออนไลน์ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยในการผลิตและการขนส่งบรรจุภัณฑ์ ซึ่งลูกค้าให้ความใส่ใจอย่างมากในสถานการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการบริหารจัดการโรงงานในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ให้สามารถดำเนินการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย  อีกทั้งยังมีการวางแผนการขายร่วมกับลูกค้ากลุ่มธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกระบวนการส่งมอบสินค้าและบริการให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ยังคงเสถียรภาพไว้ รวมทั้งการลดข้อจำกัดและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เจาะรายธุรกิจเอสซีจีแพคเกจจิ้งโตสวนทาง

ในขณะที่ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 38,329 ล้านบาท ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์และปริมาณขายที่ปรับตัวลดลง และลดลง 7 % จากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,778 ล้านบาท ลดลง 70 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง และลดลง 37 %จากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ในธุรกิจเคมิคอลส์ มุ่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ผันผวนและท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับสัดส่วนการขายเม็ดพลาสติกให้สอดคล้องกับตลาดที่เปลี่ยนไป ด้วยจุดแข็งในการมีเครือข่ายลูกค้าในหลายประเทศทั่วโลก จึงสามารถเพิ่มโอกาสทางการขายโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ความต้องการใช้งานไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร และบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง

นอกจากนี้ ยังเพิ่มมาตรการเชิงรุกด้านการป้องกันการระบาดของโควิด-19 เพื่อรักษามาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่กระบวนการผลิต เช่น การเพิ่มมาตรการที่รัดกุมในการดูแลสุขภาพของพนักงานและคู่ธุรกิจเพื่อให้โรงงานในจังหวัดระยองเป็น ZERO COVID-19 ZONE การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าเพื่อให้การส่งมอบสินค้าและบริการแก่ลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย ตลอดจนการเดินหน้าพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

 

ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 46,245 ล้านบาท ลดลง 4 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการในประเทศที่ลดลง แต่เพิ่มขึ้น 2 % จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยด้านฤดูกาล โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,778 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 113% จากไตรมาสก่อน

“ในส่วนนี้ เร่งพัฒนาช่องทางค้าปลีกออนไลน์ของ SCG HOME ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย ให้เชื่อมโยงและมีประสิทธิภาพ พร้อมบริการจัดส่งทั่วประเทศและบริการให้คำปรึกษาเรื่องบ้านผ่านออนไลน์ ลูกค้าจึงเลือกซื้อสินค้าและรับบริการได้สะดวกโดยไม่ต้องออกจากบ้าน ทำให้ช่องทางนี้มียอดขายเติบโตจากไตรมาสก่อนหลายเท่าตัว”

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้เลื่อนการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ของเอสซีจี มาเป็นวันที่ 8 มิ.ย. 2563 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป ณ อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่บางซื่อ โดยจะมีการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐอย่างเคร่งครัด ด้วยการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม โดยขอความร่วมมือผู้ถือหุ้นให้มอบฉันทะให้กรรมการอิสระตามรายชื่อที่กำหนด พร้อมมีมาตรการคัดกรองก่อนเข้าประชุม การดูแลสุขอนามัย และการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ตลอดการประชุม