
พนง.การท่าเรือฯ ยื่นผู้ตรวจการ ยกเลิกประมูลแหลมฉบังเฟส3
พนักงาน กทท.ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ตรวจสอบการประมูลท่าเรือแหลมฉบัง 3 ร้องประมูลรายเดียวทำรัฐเสียหาย ขอยกเลิกการประมูล เตรียมยื่นเรื่อง สตง.-ป.ป.ช.เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม
นายพีระพล งามเลิศ พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ตัวแทนกลุ่มพนักงานปกป้องผลประโยชน์ กทท.เปิดเผยว่า วานนี้ (24 มี.ค.) ตัวแทนพนักงาน กทท.ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบการประมูลพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง
เฟส 3 (ท่าเรือ F) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเจรจาข้อเสนอทางการเงินระหว่างคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 กับกลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี
โดย ต้องการให้ตรวจสอบคณะกรรมการคัดเลือกฯ เพราะขณะนี้เหลือผู้ประมูลเพียง 1 ราย ซึ่งตามมาตรา 40 พ.ร.บ.การร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ระบุว่าเมื่อเหลือผู้ประมูลเพียง 1 ราย จะต้องพิจารณาผลประโยชน์แห่งรัฐเป็นอันดับแรก แต่คณะกรรมการคัดเลือกฯ ไม่ได้มองประเด็นนี้ ในขณะที่กลุ่มจีพีซีเสนอผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ 12,000 ล้านบาท ต่ำกว่าที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดไว้ 32,000 ล้านบาท
รวมทั้งมีรายงานการประชุมที่ระบุถึงการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนรัฐที่ต่ำและอาจไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดในการเสนอซอง 3 และซอง 4 จึงต้องการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบการประมูลครั้งนี้ รวมถึงการยกเลิกประมูลและพิจารณาให้เปิดประมูลใหม่
นอกจากนี้ จะยื่นหนังสือถึงประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และประธานกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแล กทท. เพื่อร่วมตรวจสอบการประมูลครั้งนี้ด้วย
เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2563 ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยให้ กกท.และประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาตามหน้าที่และอำนาจให้ทบทวนการดำเนินการ โดยพิจารณาถึงผลได้เสียที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย ระเบียบและกระทบต่อผู้เสนอราคารายอื่น หรืออาจพิจารณายกเลิกกระบวนการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุน และเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคัดเลือกเอกชนอีกครั้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ
รายงานข่าวจาก กทท.ระบุว่า โครงการนี้มีผู้ยื่นซองประมูล 2 ราย คือ 1.กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี 2.กลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี โดยกลุ่มกิจการร่วมค้า
จีพีซีผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นและข้อเสนอทางเทคนิคตามที่กำหนดในRequest for Proposal หรือRFP
ในขณะที่กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอเนื่องจากเอกสารในส่วนสัญญากิจการร่วมค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ของกลุ่มฯ ไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน RFP หรือเอกสารคัดเลือกเอกชนของโครงการฯ
ต่อมากลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาว่าคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพร้อมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา
ล่าสุดวันที่ 13 มี.ค.2563 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีที่กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการคัดเลือกฯมีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีเป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 นั้น เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะเจรจาผลตอบแทนและร่างสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนออีกหนึ่งรายที่เหลืออยู่ให้เป็นไปตาม RFP คาดว่าจะแล้วเสร็จและลงนามสัญญาได้ภายในเดือน เม.ย.นี้






