
ไทยออยล์ปั้นรายได้ ปี 66 พุ่ง 3.7 หมื่นล้าน
ไทยออยล์เดินหน้าโครงการ CFP มูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้าน สร้างแล้วเสร็จปี 2566 สร้างรายได้เติบโตปีละ 3.72 หมื่นล้านบาท
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ไทยออยล์ ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารควบคุมกระบวนการผลิตหลัก โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) มูลค่าลงทุนประมาณ 4,825 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.49 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของโรงกลั่น ด้วยการขยายกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความยืดหยุ่นในการรับนํ้ามันดิบ ทำให้โรงกลั่นสามารถเพิ่มสัดส่วนการกลั่นนํ้ามันหนักได้มากขึ้น 40-50% เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ โดยเปลี่ยนนํ้ามันเตาให้เป็นนํ้ามันอากาศยานและนํ้ามันดีเซลที่มีราคาสูงกว่า ตอบสนองการปรับเปลี่ยนของตลาดซึ่งอิงกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การลดปริมาณการใช้นํ้ามันเตาในการเดินเรือในปี 2563 รวมถึงการผลิตนํ้ามันเบนซินและดีเซลมาตรฐานยูโร 5
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 29% คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2566 จะส่งผลให้บริษัทมี EBITDA เพิ่มขึ้นประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือราว 3.72 หมื่นล้านบาท มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่ม (Gross Integrated Margin: GIM) เพิ่มขึ้นประมาณ 4 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศโดยตรงมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยวงเงินในการจ้างงานประมาณ 22,000 ล้านบาท หรือกว่า 20,000 คนในช่วงก่อสร้าง และวงเงินในการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ประมาณ 18,000 ล้านบาท
โครงการนี้ยังเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว โดยทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ในอนาคตโดยเฉพาะนํ้ามันอากาศยาน ที่คาดว่าตั้งแต่ปี 2565 ประเทศไทยอาจต้องเริ่มมีการนำเข้านํ้ามันอากาศยาน จากความต้องการที่ขยายตัวขึ้น และถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ ต่อยอดสายห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมี โดยใช้ผลิตภัณฑ์พลอยได้ Light Naphtha และ Heavy Naphtha เป็นวัตถุดิบสำหรับโครงการปิโตรเคมีระดับ World Scale ซึ่งเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจไปสู่ธุรกิจอื่น (New S-Curve)
นายฉัตรฐาพงศ์ วังธนากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการ พาณิชย์องค์กร บริษัท ไทยออยล์จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ส่วนผลกระทบไวรัสโควิด-19 นั้น ส่งผลให้การใช้นํ้ามันของโลกปรับตัวลดลงและมีผลต่อราคานํ้ามันลดลงตามด้วย การแก้ปัญหาไทยออยล์ จะคัดเลือกนํ้ามันดิบที่จะนำมากลั่นให้ได้ต้นทุนที่ดีที่สุด เพื่อไปลดการผลิตนํ้ามันเครื่องบินหรือเจ็ท เอ-วัน และไปเพิ่มเบนซิน หรือดีเซล เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นมาทดแทน และหากสถานการณ์โควิด-19 ยังยืดเยื้อออกไปอีก จะทำให้ความต้องการใช้นั้นลดลงเรื่อยๆ แนวทางแก้ปัญหาคงต้องไปลดกำลังการผลิตลงมา
หน้า 3 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,555 วันที่ 8 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2563











