thansettakij
thansettakij
5รัฐมนตรีเดินหน้า  เศรษฐกิจฐานราก

5รัฐมนตรีเดินหน้า เศรษฐกิจฐานราก

01 ม.ค. 63 | 08:12 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 18:10 น.

2563 ปัจจัยภายนอกยังน่าเป็นห่วง เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว สงครามการค้า 2 ชาติมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกาและจีนยังไม่สงบ เมื่อนั้นการค้าส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบ ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศ ยังเผชิญปัจจัยลบรุมเร้า ไม่ว่าเงินบาทแข็งค่า การขึ้นค่าแรง หนี้ครัวเรือน และปัญหาภัยแล้งที่ต้องเฝ้าระวัง ถือเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาล หนึ่งในแนวทางสำคัญก็คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง เพื่อผลักดันเศรษฐกิจภาพรวมให้แข็งแกร่ง

 

 

ดูแลเอสเอ็มอีปั้นจีดีพีโต3%

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปี 2563 ยังคงเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ได้นำร่องในปี 2562 โดยเฉพาะโครงการชิมช้อปใช้ที่ได้รับผลตอบรับ ประชาชนที่ได้สิทธิเข้าโครงการใช้จ่ายเงินผ่านกระเป๋า 2 มากกว่ากระเป๋า 1 ที่รัฐให้เงินลงไปแต่ที่สำคัญคือ เน้นดูแลเศรษฐกิจฐานรากผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และธุรกิจเอสเอ็มอีแบบครบวงจร เพื่อประคองเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ในการผลักดันเศรษฐกิจไทยโตตามเป้าหมาย 3% โดยมีแรงส่งจากการฟื้นตัวของการบริโภคช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา กรมสรรพากรระบุไตรมาส 4 การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มน่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 และ 2 ที่ขยายตัวเพียงแค่ 1-2% เท่านั้น

เริ่มจากปีใหม่จะลุยโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบ 2 ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2563 และจะพัฒนาโครงการให้มีความยั่งยืน ใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากมีฐานข้อมูลมากขึ้น พร้อมกับเดินหน้าพัฒนาทักษะอาชีพให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยกร่างโครงการใหม่ สำรวจกลุ่มผู้ถือบัตร พร้อมเข้าเป็นพี่เลี้ยงช่วยพัฒนาอาชีพ และเชื่อมกับองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือ เช่น ธนาคารของรัฐ หรือผ่านกองทุนหมู่บ้านฯ ของกระทรวงมหาดไทยก็ได้ ทั้งนี้มีเป้าหมายให้โครงการมีความยั่งยืนถาวร เดินคู่ขนานไปกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้ประชาชนที่ถือบัตรหลุดพ้นจากกลุ่มพื้นฐานรายได้ตํ่า

อีกสิ่งที่จะดำเนินการต่อคือ ยกระดับการพัฒนาผู้ประกอบการรายเล็ก เอสเอ็มอีแบบครบวงจร ตั้งแต่เอสเอ็มอีต้นนํ้าไปจนถึงปลายนํ้าของแต่ละธุรกิจ เพื่อพัฒนาภาคธุรกิจนั้นๆ ให้แข็งแกร่งแบบองค์รวม เบื้องต้นจะร่วมมือกันระหว่างคลัง บีโอไอ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยความมุ่งหวัง ยกระดับผู้ประกอบการรายใหม่ จากรายเล็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ดันฐานรากคู่ส่งออก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายและแผนงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ขับเคลื่อนในปี 2562 และจะเดินหน้าต่อในปี 2563 ที่ถือเป็นหัวใจของภารกิจคือการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และการขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยเศรษฐกิจฐานรากมีนโยบายประกันรายได้เกษตรกรใน 5 พืชเกษตร ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มนํ้ามัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในระยะเวลา 4 เดือนเศษ สามารถโอนเงินส่วนต่างพืชผลเกษตรที่ราคาตกตํ่าให้กับเกษตรกรได้ครบแล้วทั้ง 5 พืช ซึ่งจะมีมาตรการคู่ขนานในการที่จะช่วยตรึงราคาพืชเกษตรแต่ละตัวให้ดีขึ้น

ส่วนการขับเคลื่อนการส่งออก ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว มีสงครามการค้า และค่าเงินบาทแข็ง ต้องใช้ยาแรงหลายขนานควบคู่กันไป ที่ผ่านมาได้ดำริให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) และมีการจัดตั้งวอร์รูม เพื่อแก้ปัญหาสงครามการค้าที่คุกคามภาคการส่งออกของไทยอยู่ในเวลานี้

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นเซลส์แมน และตนก็ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเซลส์แมนของประเทศ นำพาภาคเอกชนและภาคราชการไปนำเสนอขายสินค้าเกษตรในต่างประเทศในเชิงรุก ในปี 2563 กระทรวงพาณิชย์วางแผนจะนำภาคเอกชนไปเจาะตลาดต่างประเทศ 16 ทริปใน 18 ประเทศ

ขณะเดียวกันที่จะทำควบคู่กันไปคือ การแก้ปัญหาและส่งเสริมการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย เมียนมา ลาว กัมพูชา ซึ่งต่อไปจะลงลึกในการเจาะตลาดรายเมืองของตลาด CLMV ที่เป็นตลาดใกล้บ้าน ที่จะช่วยเพิ่มตัวเลขส่งออกได้เร็วที่สุด เพราะศักยภาพทางเศรษฐกิจ CLMV ยังโตได้เนื่องจาก จากฐานเล็ก และเงินมาก นอกจากนี้จะนำสินค้าไทยไปขึ้นแพลตฟอร์มดังๆ เพื่อให้การค้าออนไลน์ของไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

ปฏิวัติภาคเกษตร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงนโยบายขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563-2564 ว่า ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ทั้งนโยบายเร่งด่วนและนโยบายหลักใน 9 เรื่องสำคัญ ตามแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ดังนี้ 1. จัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรแห่งชาติ โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ในการบริหารจัดการข้อมูล เชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ทั้งจากหน่วยงานภายในและนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้บริการแก่ภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และประชาชนทั่วไปในการตัดสินใจ

2. จัดทำผังเมืองเกษตร โดยทำแผนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร เน้นสินค้าสำคัญ 7 ชนิด (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มนํ้ามัน สับปะรด และมะพร้าว) กำหนดเขตการผลิต สินค้าเกษตรตามความเหมาะสมของพื้นที่ทั้งทางด้านกายภาพ (ดิน นํ้า) และด้านเศรษฐกิจ

3. ส่งเสริมพืช/อาหารอนาคต ที่มีศักยภาพ ตลาดมีความต้องการ มีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และให้ผลตอบแทนสูง 4. ส่งเสริมการบริโภค/ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เน้นขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ 5. สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร โดยขับเคลื่อนแผนแม่บทเกษตรภายใต้ยุทธศาสต์ชาติ ซึ่งมีการส่งเสริมการผลิต เน้นตามศักยภาพของพื้นที่

6. บริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง นํ้าท่วม 7. บริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการเกษตรทั้งระบบอย่างยั่งยืน ได้แก่ ทรัพยากรนํ้า ทรัพยากรดิน การจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร รวมทั้งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน 8. จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร ในพื้นที่ 77 จังหวัด และหน่วยให้บริการทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงบริการทางการเกษตรได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น และ 9. พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร โดยพัฒนาระบบการจัดการผลผลิตทั้งก่อนและหลัง การเก็บเกี่ยว จัดหาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์สินค้าเกษตรเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ปั้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เน้นขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เป้าหมาย 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังมีเป้าในการเพิ่มผลิตภาพภาคการผลิตให้ได้อย่างน้อย 2.2% ด้วย ซึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าวให้บรรลุผลสำเร็จ ได้บูรณาการกับหน่วยงานอื่นรวมทั้งสิ้น 8 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ (17 หน่วยงาน)

ทั้งนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ในปี 2563 ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 100 ล้านบาทในการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารผ่านโครงการ Food Innopolis การพัฒนาศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพอาหารด้วยเทคโนโลยี และการสร้างนักรบพันธุ์ใหม่ จำนวน 1,000 คน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วย

ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ ได้ออกมาตรการขับเคลื่อนภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีที่ออกมาตรการ ได้เกิดโครงการลงทุนในผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ และเคมีชีวภาพแล้วในหลายพื้นที่ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี กว่า 9,700 ล้านบาท อีกทั้ง ยังผลักดันผู้ประกอบการให้เกิดการลงทุนจัดตั้ง Bio Hub ในจังหวัดภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย ในปี 2653 จะเร่งผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดการลงทุนจริงตามกรอบระยะเวลาที่วางไว้

การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เร่งผลักดันการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ มีผู้ประกอบการยื่นขอรับการลงทุนแล้ว 11 ราย มูลค่าการลงทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท

ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ในปี 2563 จะมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อยกระดับผลิตภาพการผลิต นอกจากนี้ จะเปิดตัวระบบ Industrial Transformation Platform (ITP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง System Integrator กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ทำให้การจัดซื้อจัดหาระบบอัตโนมัติของผู้ประกอบการ มีความสะดวกคล่องตัว โปร่งใสและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

รวมทั้ง การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการยกระดับผลิตภาพ และการ
สร้างนวัตกรรมของผู้ประกอบการให้สูงขึ้น โดยให้บริการปรึกษาการให้บริการโรงงานต้นแบบเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การสนับสนุนด้านการตลาด การเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้เข้าถึงการช่วยเหลือด้านการเงิน รวมทั้งการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

 

สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2563 หลายฝ่ายประเมินว่าจะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของโลก แต่เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งและได้เปรียบด้านเกษตรกรรม ที่จะสามารถเข้ามาช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวได้ โดยอาศัยกลไกของพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อน ที่จะช่วยลดความเหลื่อมลํ้า และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มขึ้น ผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน ที่ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วที่จะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าสัดส่วน 10-40 % ในโรงไฟฟ้า 4 รูปแบบ ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน ราคารับซื้อไฟฟ้า 5.37 บาทต่อหน่วย โรงไฟฟ้าชีวมวล ราคารับซื้อ 4.26-4.84 บาทต่อหน่วย โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ จากนํ้าเสียหรือของเสีย ราคารับซื้อไฟฟ้า 3.76 บาทต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าชุมชนไฮบริด ของ 3 ประเภทดังกล่าวร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ ราคารับซื้อขึ้นกับประเภทและขนาด

การขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชนดังกล่าวจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าในปี 2563 จำนวน 700 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในระบบได้ราว 7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ชุมชนหรือเกษตรกรฐานรากจะมีรายได้จากการถือหุ้นในโรงไฟฟ้าที่ได้เงินปันผลจากการขายไฟฟ้า รายได้จากการขายวัสดุทางการเกษตรเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในรูปแบบสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิง(คอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง) และยังมีรายได้จากส่วนแบ่งการจำหน่ายไฟฟ้าที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะจ่ายให้กับกองทุนหมู่บ้านฯ ที่อยู่ในพื้นที่พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่น โดยจะเร่งผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมหรือการลงทุนในครึ่งแรกปี 2563

รวมถึงจะนำเงินจากกองทุนเพื่อการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน เข้ามาสนับสนุนในขับเคลื่อนพลังงานชุมชนหรือสถานีพลังงาน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนที่อยู่ปลายสายส่งหรือพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือการผลิตเชื้อเพลิงเพื่อทดแทนก๊าซหุงต้ม อันจะเป็นการช่วยต่อยอดให้เกิดการสร้างอาชีพ และลดค่าใช้จ่ายลงได้ รวมถึงการตั้งสถานีสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อบรรเทาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สร้างงานสร้างอาชีพใหม่ๆ เกิดการจ้างงานในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่นฐานหรือดึงคนกลับบ้าน ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ จะต้องเร่งส่งเสริมให้นํ้ามันดีเซลบี 10 เป็นนํ้ามันดีเซลเกรดพื้นฐาน ที่มีเป้าหมายจะให้นํ้ามันดีเซลบี 10 มียอดจำหน่ายที่ 57 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2563 ผ่านสถานีบริการนํ้ามันที่จะครอบคลุมทุกแห่งภายในเดือนมีนาคม 2563 หากเป็นไปตามเป้าหมายได้ จะช่วยสร้างสมดุลปาล์มนํ้ามันทั้งระบบให้เกิดขึ้นในระยะยาว อันจะเป็นการช่วยพยุงราคาปาล์มนํ้ามันไม่ให้ตกตํ่าต่อไปอีก เป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ราคาปาล์มนํ้ามันถูกยกระดับราคาอยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 6 บาทแล้ว ซึ่งหากผลักดันโดยการนำปาล์มนํ้ามันมาต่อยอดอีก จะช่วยให้ราคาปาล์มนํ้ามันปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคตได้  

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,536 วันที่ 2 - 4 มกราคม พ.ศ. 2563

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • economy