thansettakij
thansettakij
กฟผ.แจงนำเข้า LNG 1.5 ล้านตัน  ช่วยชาติประหยัด 3.5 หมื่นล้าน

กฟผ.แจงนำเข้า LNG 1.5 ล้านตัน ช่วยชาติประหยัด 3.5 หมื่นล้าน

13 ก.ย. 62 | 06:33 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 22:56 น.

 

มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา เห็นชอบยกเลิกการลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจี กับทางบริษัท ปิโตรนาส แอลเอ็นจีฯ ที่เสนอราคาตํ่าสุดในการประมูลนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยเปลี่ยนให้มานำเข้าในรูปแบบของตลาดจรหรือ Spot แทน ในปริมาณรวมไม่เกิน 2 แสนตัน เนื่องจากกบง.เห็นว่าจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น และยังไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าในช่วงนี้ เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลส่งไปถึงสัญญาการจองใช้ท่าเรือและคลังแอลเอ็นจีของ กฟผ.กับกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ในอัตรา 190 ล้านบาทต่อเดือน ต้องถูกยกเลิกตามไปด้วย

ยกเลิกประมูลชาติเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ทางกฟผ.พยายามชี้ให้เห็นว่า การสั่งยก เลิกนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปีครั้งนี้ เป็นการสร้างความเสียหายต่อประเทศที่จะเกิดขึ้น จากการได้เงื่อนไขสัญญาซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจีในราคาตํ่าสุดของสัญญาจัดหาระยะยาวของประเทศในปัจจุบัน 24% หรือคิดเป็นมูลค่าตลอดอายุสัญญาซื้อขาย 8 ปี ราว 3.5 หมื่นล้านบาท ทำให้เมื่อนำไปเฉลี่ยรวมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและ  เมียนมา (Pool) จะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับแอลเอ็นจีที่ใช้อยู่ในระบบปัจจุบัน และเป็นสัญญาที่มีความยืดหยุ่น ทำให้ กฟผ. สามารถบริหารสัญญาโดยปรับลดปริมาณได้ 15% จึงทำให้ไม่เกิดภาระ Take or Pay อีกทั้ง การนำก๊าซแอลเอ็นจีดังกล่าวไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกงและโรงไฟฟ้าพระนครใต้ เมื่อรวมปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าถูกลง 2.7 สตางค์ต่อหน่วย


 

 

ช่วยยืดใช้ก๊าซฯในอ่าวไทย

นอกจากนี้ กฟผ.ยังเห็นว่าควรจะรักษาการประมูลแอลเอ็นจี ในปริมาณไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ที่เสนอราคาก๊าซมาตํ่าไว้ เพื่อลดความเสียหายต่อประเทศที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มว่าปริมาณก๊าซในอ่าวไทยจะมีปริมาณลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทย ซึ่งจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่ม หากมีการเปิดตลาดเสรี ไม่ผูกขาดการนำเข้าก๊าซจากปตท.จะส่งผลดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศในภาพรวม

 

กฟผ.แจงนำเข้า LNG 1.5 ล้านตัน  ช่วยชาติประหยัด 3.5 หมื่นล้าน

 

อีกทั้ง ยังเป็นการรักษาปริมาณก๊าซในอ่าวไทยให้ยาวนานขึ้น เพราะการเร่งขุดเจาะหรือผลิตก๊าซในปริมาณที่มากเกินความต้องการและความสามารถของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (GSP) จะรับได้ ทำให้ปริมาณก๊าซที่เกินความต้องการดังกล่าว ถูกนำไปป้อนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าโดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซ ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรก๊าซภายในประเทศอย่างมีประสิทธิ ภาพสูงสุด

 

จี้เปิดเสรีนำเข้าแอลเอ็นจี

ดังนั้น การเปิดการแข่งขันเสรีในการนำเข้าแอลเอ็นจีตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 โดยมอบหมายให้ กฟผ. นำร่องเป็นผู้จัดหาและนำเข้าแอลเอ็นจีนั้น จึงเป็นโอกาสที่ประเทศจะได้ใช้ก๊าซแอลเอ็นจีจากประเทศอื่น ในราคาถูกกว่าราคาแอลเอ็นจีในปัจจุบันที่นำเข้ามา และยังช่วยสงวนก๊าซในอ่าวไทย มีไว้ใช้ได้นานขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์แหล่งก๊าซจากต่างประเทศหยุดจ่าย รวมทั้งการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปิโตรเคมี และ เป็นการสงวนทรัพยากรไว้ให้ประชาชนรุ่นหลังได้มีก๊าซใช้ต่อไปในอนาคตได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงผลกระทบในการนำเข้าแอลเอ็นจีของกฟผ.ตามผลการศึกษาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 2 สตางค์ต่อหน่วยนั้น พบว่า  เป็นการอ้างอิงข้อมูลปี 2560 โดยนำต้นทุนของราคาก๊าซจากแหล่งต่างๆ มาคำนวณ โดยเฉพาะราคาก๊าซแอลเอ็นจีที่นำเข้ามาทั้ง ปตท.และกฟผ.ใช้ฐานราคาเฉลี่ยเท่ากันที่ 292.16 บาทต่อล้านบีทียู มาคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งแตกต่างจากราคาที่ปิโตรนาส เสนอมาในราคาที่ตํ่ากว่าผู้นำเข้าในปัจจุบัน 24% หรือ 70.11 บาทต่อล้านบีทียู

 

หน้า 5 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3505 วันที่ 15-18 กันยายน 2562

กฟผ.แจงนำเข้า LNG 1.5 ล้านตัน  ช่วยชาติประหยัด 3.5 หมื่นล้าน