
กกพ.ตั้งรับเทคโนโลยีเปลี่ยน เปิดพื้นที่ Sandbox สร้างนวัตกรรม
การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีที่รวดเร็ว(Disruptive Technology) ส่งผลให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้น ในขณะที่หลักเกณฑ์ ระเบียบ หรือข้อกฎหมาย ที่จะนำมาใช้วิ่งตามไม่ทัน เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการนำนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้ โดยเฉพาะภาคพลังงานที่ขณะนี้มีเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมากแล้ว แต่กฎหมายที่มีอยู่ ไม่สามารถมารองรับหรือเอื้อต่อการดำเนินงานได้ ซึ่งทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) มองเห็นจุดอ่อนตรงจุดนี้ ที่จะมาตั้งรับและปลดล็อกในข้อจำกัดต่างๆ
กกพ.ตั้งรับเทคโนโลยีเปลี่ยน
นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าด้วยข้อกฎหมายตามพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่มีอยู่ ต้องยอมรับว่า หลักเกณฑ์หรือระเบียบต่างๆ ที่จะมากำกับกิจการพลังงาน ยังไม่สามารถวิ่งไล่ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วได้ ทางกกพ.เห็นจุดอ่อนตรงนี้ จึงมีวิสัยทัศน์ ที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทการกำกับ ดูแลล่วงหน้า แทนแนวทางการกำกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือไม่ทำงานแบบตั้งรับ แต่เป็นการเดินเข้าไปหา เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีสร้างความพร้อมและการมีส่วนร่วม และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานมาใช้
ทางบอร์ดกกพ.เห็นความสำคัญตรงจุดนี้ จึงได้จัดทำโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุน การให้บริการด้านพลังงานหรือ ERC Sandbox ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดสอบ วิจัย และการพัฒนานวัตกรรม โดยผ่อนปรนหลักเกณฑ์ การกำกับดูแลบางประการที่มีอยู่เดิม ให้สามารถดำเนินงานจนกว่าจะพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการใช้งานในวงกว้างหรือในเชิงพาณิชย์
“โครงการดังกล่าวจะทำให้กกพ.ทราบถึงว่าภาคเอกชนคิดและต้องการอะไร แทนที่จะนั่งเฉยๆ และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทดสอบดูว่า ติดขัดอะไร จะต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบอย่างไร หรือต้องปรับปรุงนโยบายด้านพลังงานของประเทศหรือไม่”
แห่สร้างนวัตกรรมพลังงาน
ทั้งนี้ จากที่เปิดรับสมัครมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 มีทุกภาคส่วนสมัครเข้ามา 183 โครงการ ซึ่งคณะอนุกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ว่าโครงการใดจะได้รับสิทธิเข้าร่วมบ้าง โดยพบว่าโครงการที่ยื่นเสนอมา สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใน 6 รูปแบบได้แก่ 1. โครงสร้างตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ที่มีการซื้อขายไฟฟ้าเสรีแบบรายต่อรายที่ไม่ต้องทำสัญญา และในเชิงธุรกิจที่มีสัญญาซื้อขาย เช่น กรณีที่บ้านอยู่อาศัยผลิตไฟฟ้าและซื้อขายกันเอง ซึ่งปัจจุบันระเบียบการซื้อขายไฟฟ้ายังไม่เปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ ยกเว้นในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
2. การจัดการและการปฏิบัติการระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ เช่น ระบบไมโครกริด ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองในบางพื้นที่ เช่น บนเกาะที่มีการจัดหาไฟฟ้าใช้กันเองและเลี้ยงตัวเองได้ 3. การศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบกักเก็บพลังงานบนเกาะ และระบบกักเก็บพลังงาน ณ สถานีไฟฟ้าเพื่อสร้างเสถียรภาพโรงไฟฟ้าในพลังงานหมุนเวียน ที่จะนำมาใช้กับโซลาร์ฟาร์มสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง 4. โครงสร้างอัตราค่าบริการรูปแบบใหม่ เช่น อัตราค่าไฟฟ้าที่สถานีชาร์จแบตเตอรี่ ซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย และค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากสถานีชาร์จแบตเตอรี่ขายให้กับรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ควรจะอยู่ในระดับใด เป็นต้น ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ รวมถึงการนำระบบ Net Metering และ Net-billing มาใช้
5. รูปแบบกิจการธุรกิจใหม่ด้านพลังงาน เช่น การซื้อขายไฟฟ้าผ่านคนกลาง การรวบรวมไฟฟ้า และจัดหาไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีระเบียบออกมาให้รายย่อยดำเนินการได้ และ6.ธุรกิจใหม่ในภาคพลังงาน เช่น การพัฒนาสถานีรับจ่าย และคลังก๊าซแอลเอ็นจี เป็นศูนย์กลางซื้อขายในภูมิภาค เป็นต้น
เปลี่ยนโฉมธุรกิจพลังงาน
ส่วนพื้นที่ดำเนินงานนั้นก็กระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ที่น่าสนใจจะอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่งมีให้เห็นของกลุ่มเอสซีจี ที่มีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ในจังหวัดระยอง และได้มีการก่อสร้างโซลาร์ลอยนํ้าขึ้นมา ได้เสนอทดลองทำไมโครกริด เพื่อเสริมความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ โดยใช้สายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่คิดอัตราค่าผ่านสายส่ง และการขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ ซึ่งปัจจุบันระเบียบยังไม่เอื้อที่จะขายไฟฟ้าออกนอกนิคมได้
อีกทั้ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เสนอที่จะให้สถานีรับจ่ายและคลังก๊าซแอลเอ็นจี ที่มาบตาพุด ทดสอบการนำเข้าและส่งออกก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งปัจจุบันระเบียบให้นำเข้าได้ แต่ไม่อนุญาตให้ส่งออกไป เป็นต้น
ดังนั้น จากการเปิดพื้นที่ให้ทดลอง นวัตกรรมใหม่ด้านพลังงานได้ โดยยกเว้นข้อหลักเกณฑ์และระเบียบเป็นการชั่วคราวนั้น เป็นความประสงค์ของทั้งผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรมอยู่ในมือ ซึ่งจะทำให้กกพ.ทราบถึงแนว คิดใหม่ๆ ในการเตรียมความพร้อมออกระเบียบมารองรับ รวมถึงการนำเสนอไปสู่นโยบายของรัฐบาลที่จะปรับปรุงหรือกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศต่อไปในอนาคตได้
รวมทั้ง จะก่อให้เกิดการสร้างเอสเอ็มอีหรือสตาร์ตอัพ ด้านพลังงาน อย่างเช่น การเป็นคนกลางรวบรวมไฟฟ้ามาขายเข้าระบบได้ และจะช่วยให้เกิดการแข่งขัน ที่ผู้ซื้อไฟฟ้าสามารถเลือกจะซื้อจากรายใดก็ได้ นอกเหนือจาก 3 การไฟฟ้า อีกทั้งเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน ต้องเร่งปรับตัวรองรับกับธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแข่งขันด้วย
สัมภาษณ์ หน้า 5 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3494 ระหว่างวันที่ 8 -10 สิงหาคม 2562











