thansettakij
thansettakij
คลังจ่อปรับจีดีพี หลังส่งออกอาการหนัก 

คลังจ่อปรับจีดีพี หลังส่งออกอาการหนัก 

27 มิ.ย. 62 | 08:44 น.

คลังจ้องปรับจีดีพี ลดลงจากปัจจุบัน 3.8%  หลังส่งออกอาการหนัก เตรียมรับนโยบายรัฐบาลใหม่ เพื่อหาช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ 

 

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)เปิดเผยว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ สศค. เตรียมปรับคาดการณ์ ขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ลดลงจากปัจจุบัน 3.8% สอดคล้องกับหลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ  เพราะยังเผชิญกับแนวโน้มการส่งออกชะลอตัว เพราะเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกถึง 77%  ส่วนการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  เมื่อมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำงาน  คงต้องประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังร่วมกับ ทั้ง คลัง ธปท. สศช. เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  แต่คลังยังคาดว่าการเติบโต ยังดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะหลายโครงการจะขับเคลื่อนไปได้ และเศรษฐกิจในไตรมาส 3-4 ในปี 2561 มีฐานค่อนข้างต่ำ  เพื่อหาช่องทางดูว่าจำเป็นจะต้องใช้เครื่องมืออะไร มาพยุงเศรษฐกิจบ้าง 


สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัว 5% เพราะการบริโภคในประเทศยังขยายตัวในระดับน่าพอใจ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 64.8  แม้ว่าการส่งออกติดลบ 5.8%  โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดจีนติดลบ 7.2%  ขณะที่การนำเข้าติดลบ  0.6% สินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้นได้แก่ เชื้อเพลิง   

 

ด้านภาคเกษตรสามารถกลับมาขยายตัวได้เพราะราคาสินค้าเกษตรหลายตัวปรับสูงขึ้น  โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว 0.6% จากหมวดพืชผลสำคัญที่ขยายตัว  1.1%  และหมวดปศุสัตว์ขยายตัว 1.5% สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่ม คือ ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น 
 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว สะท้อยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.73 ล้านคน ชะลอลง  1%  เป็นผลจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญ ทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีมูลค่า 134,560 ล้านบาท  แต่หลังจากนี้คาดว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มสูงขึ้นส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 1.1%  ต่อปี ตามการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสด เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ เร่ิมเดินหน้าโครงการลงทุน คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยับสูงขึ้นมากกว่า ครึ่งปีแรก