
เห็นศก.โลกชะลอตัวชัดเจน ฉุดส่งออกสินค้าอุตฯติดลบ 6.1%
สศอ. เผยดัชนีอุตสาหกรรม มี.ค.62 ติดลบ 2.54 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชี้ปัจจัยการส่งออกสินค้าอุตฯปรับลดลง 6.1 % เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบกำลังซื้อทั่วโลกลดลง จี้ผู้ประกอบการปรับตัวเบนเข็มส่งออกตลาด CLMV ยังเติบโตดีอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน 27 เดือน
นายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมีนาคม 2562 ปรับตัวลดลง 2.54 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน โดยอยู่ในระดับ 115.68 จากระดับ 118.70 ซึ่งส่งผลให้เอ็มพีไอในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ปรับตัวลดลง 1.13 % เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เป็นผลจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยปรับตัวลดลงหรือติดลบ 6.1 % จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ทำให้กระทบกำลังซื้อทั่วโลกลดลง โดยพบว่าการส่งออก 60 ใน 94 ประเทศทั่วโลกมีตัวเลขการส่งออกที่ติดลบ
อีกทั้ง เห็นได้จากการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของ IMF ที่คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 3.3 % ในปีนี้ จากเดิมที่ประเมินว่าจะเติบโตได้ 3.5 % เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ปริมาณการค้าโลกในปีนี้ ประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 3.4 % ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 4 %
ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเม็ดพลาสติก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบว่า การนำเข้าสินค้าทุนเดือนมีนาคม 2562 หดตัว 2.4 % แสดงให้เห็นถึงผู้ประกอบการไม่มีการขยายกำลังการผลิตใหม่ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเห็นได้จากการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป หดตัว 8.6 % แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมียอดคำสั่งซื้อลดลง เช่น เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
นายอิทธิชัย กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวก็ตาม แต่ในสถานการณ์ดังกล่าวกับพบว่า ภาวะเศรษฐกิจในแถบประเทศ CLMV ยังมีการขยายตัวอยู่ในระดับ 6-10 % ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคนี้แทน ตลาดสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป ที่ได้รับผลกระบททางเศรษฐกิจและสงครามการค้า โดยเห็นได้จากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.1 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือขยายตัวติดต่อกัน 27 เดือน
ส่วนอุตสาหกรรมที่ส่งผลให้เอ็มพีไอในเดือนมีนาคม 2562 ขยายตัวได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการผลิตรถปิคอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งขนาดกลางเพิ่มขึ้น ตามความต้องการของตลาดภายในประเทศหลังสิ้นสุดมาตรการรถยนต์คันแรก ผู้ผลิตได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย (บางกอกมอเตอร์โชว์) โดยยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 27 รวมถึงการส่งออกที่ขยายตัวในตลาดเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ส่งผลให้ปริมาณการผลิครถยนต์สูงที่สุดในรอบ 68 เดือน
น้ำมันปิโตรเลียม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.01% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ยาขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ยาเม็ด ยาฉีด ยาผง และยาครีม เนื่องจากผู้ผลิตบางรายได้เร่งการผลิตเต็มที่หลังจากการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ตั้งแต่ต้นปี ผลิตภัณฑ์นม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในปีนี้มีปริมาณน้ำนมดิบมากขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมถึงการเปิดช่องทางใหม่ ๆ ในการจำหน่ายสินค้า และขยายไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น อาทิ ประเทศเมียนมา มาเลเซีย และกัมพูชา
น้ำมันปาล์ม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบและปาล์มบริสุทธิ์ โดยมีสาเหตุจากอากาศที่ร้อนจัดจึงส่งผลให้ผลปาล์มสุกเร็วขึ้น อีกทั้งเกษตรกรหลายพื้นที่ได้เปลี่ยนมาปลูกน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น
สำหรับภาวะอุตสาหกรรมสาขาที่สำคัญ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้นั้น อุตสาหกรรมรถยนต์ มีการผลิตรถยนต์ 561,487 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.04% โดยเป็นการจำหน่ายในประเทศ 263,549 คัน เพิ่มขึ้น 11.16% และเป็นการส่งออก 299,841 คัน เพิ่มขึ้น 1.56%
อุตสาหกรรมอาหาร การผลิตและการส่งออกในภาพรวม ยังคงทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.3% และ 0.1% ตามลำดับ แม้จะมีปัจจัยลบอย่างเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับสินค้าเกษตรที่ Over Supply ในปีก่อนอย่างสับปะรดกระป๋อง โดยการผลิตสับปะรดกระป๋องในปีก่อนฐานค่อนข้างสูงและระดับราคาปรับตัวลดลงมาก รวมทั้งการเร่งระบายสต็อกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งที่ผลิตไว้ในช่วงปลายปี และฐานในปีก่อนค่อนข้างสูง แต่ยังคงมีปัจจัยบวกสำคัญจากการเร่งกำลังการผลิตน้ำตาลให้ทันช่วงปิดหีบอ้อย อีกทั้งความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ในสินค้าแป้งมันสำปะหลัง ทูน่ากระป๋อง ซาร์ดีนกระป๋อง และไก่แปรรูปในประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศอาเซียน
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 การผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.59 % จากการผลิตเพื่อการส่งออกที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาปิโตรเคมีเฉลี่ยอยู่ที่ 1,185 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อตัน










