thansettakij
thansettakij
รัฐเข้มตามรอยขยะ ผิดกฎหมายลงโทษทันที

รัฐเข้มตามรอยขยะ ผิดกฎหมายลงโทษทันที

04 ก.ค. 61 | 04:20 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ค. 61 | 11:20 น.
6dabaaaa78ddje9ae9kaa

กลายเป็นประเด็นร้อนอยู่หลายสัปดาห์สำหรับปัญหาขยะล้นเมือง ตั้งแต่พบว่าการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Wasteมีการกระทำผิดเงื่อนไข การนำเข้าตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และ/หรือ อนุสัญญาบาเซล ที่ปัจจุบันมีผู้นำเข้าที่ได้รับอนุญาตจำนวน 7 ราย และพบว่ามีการกระทำผิดไปแล้ว
5 ราย ตามข่าวที่ปรากฏ

ทำให้รัฐบาลโดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาประกาศขึงขังว่าจะต้องเดินมาตรการเข้มงวดขึ้นโดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น การนิคมอุตสาหกรรมฯ ประสานกับฝ่ายปกครอง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันจัดทำแผนตรวจสอบโรงงาน 101 (โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม เช่น บำบัดนํ้าเสีย) 105 (คัดแยกขยะ) และ106 (รีไซเคิลขยะ) ทุกโรงงานจำนวนกว่า 2,265 โรงงาน โดยขีดเส้นตายให้เสร็จสิ้นภายใน 31 สิงหาคมนี้
สรุปผลตรวจกระทำผิดก.ม.

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว สรุปข้อมูล จนถึง ณวันที่ 25 มิถุนายน 2561 แบ่งผลการตรวจสอบออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้ 1. ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิล
E-Waste ทั้งประเทศตามเป้าหมายของกรมโรงงานฯ จำนวน 148 โรงงาน ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ดำเนินการจัดทำแผนตรวจสอบโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์พบว่า ในจำนวนนี้มีการกระทำผิดตามพ.ร.บ.วัตถุอันตรายจำนวน 6 โรงงาน และกระทำผิดตามพ.ร.บ.โรงงานฯจำนวน 34 โรงงาน มีการสั่งการตามม. 37 จำนวน 33 โรงงาน และสั่งการตามม.39 จำนวน 1 โรงงาน

2. ตรวจสอบโรงงานประเภท 101, 105 และ 106 ทุกโรงงานจำนวน 2,265 โรงงาน ขณะนี้ได้ตรวจไปแล้วจำนวน 911 โรงงาน พบว่ากระทำผิดตามพ.ร.บ.โรงงานจำนวน 147 โรงงาน และมีการสั่งการตามม.37 จำนวน 141 โรงงาน และสั่งการตามม. 39 จำนวน 6 โรงงาน และพบกระทำผิดตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย 19 โรงงาน

d867c7ee6fg9idkja86je

3. ตรวจสอบโรงงานที่ได้รับอนุญาตนำเข้าของเสียเคมีวัตถุ ประเภทชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นวัตถุอันตรายเข้ามาในราชอาณา
จักรในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ อยุธยา กรุงเทพฯและชลบุรี จำนวน 7 โรงงาน ในจำนวนนี้ปฏิบัติตามกฎหมาย 2 โรงงาน และอีก 5 โรงงานไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ถูกสั่งดำเนินการตามม. 37 และพักใช้ใบอนุญาต 4 โรงงาน และถูกดำเนิน การตามม. 37 จำนวน 1 โรงงาน

4. ตรวจสอบการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ ของโรงงานบดย่อยและรีไซเคิลพลาสติกที่มีการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ จำนวน 26 ราย ที่กรมโรงงานฯอยู่ระหว่างการตรวจสอบทุกราย ขณะนี้พบกระทำผิดแล้วจำนวน 2 ราย คือ บริษัทฮ่องเต้ จำกัด และบริษัท แอปโซลูท เพาเวอร์ เวิร์ล จำกัด ที่พบว่ามีการสำแดงเท็จเป็นเศษพลาสติกตามใบอนุญาตแต่เมื่อเปิดตู้พบว่าเป็นอุปกรณ์เครื่องเล่นเกม (ปาจิงโกะ)และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จึงมีการแจ้งกระทำผิดตามพ.ร.บ. การส่งออกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร์ซึ่งสินค้าพ.ศ. 2522

5. ตรวจสอบโรงงานประ เภท 105 และ 106 ในพื้นที่อ.แปลงยาว และอ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิง เทรา จำนวน 26 โรงงาน พบว่าปฎิบัติตามกฏหมาย 16 โรงงาน และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย 10 โรงงาน จึงถูกดำเนินการตามม.37 และม.39

ทั้งนี้บทลงโทษตาม.37 คือ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับส่วนบทลงโทษตามม.39 คือให้หยุดประกอบกิจการโรงงานหรือภายหลัง ที่มีคำสั่งให้ปิดโรงงานต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น

TP8-3379-B* แจงสถานะขยะ

ต่อเรื่องนี้ นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า ประเด็นที่กำลังเป็นข่าว จะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือเรื่องของซากอิเล็กทรอนิกส์กับเศษพลาสติก เพื่อดูว่าการนำเศษเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยเป็นอย่างไรนั้น ในส่วนนี้ต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน คือเป็นซากอิเล็กทรอนิกส์หรือซาก
E-Waste, ซากพลาสติก และ 3. อื่นๆ (เช่น หม้อแปลงเก่า เศษเหล็ก สายไฟเก่า ทองแดง)

ส่วนที่  1. ซากอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำเข้ามาจะมี 2 แบบคือ แบบเป็นเศษ เป็นชิ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่เราเห็นเป็นแผงวงจรไฟฟ้า ที่จะถูกแยกชิ้นเข้ามา โดยมีสนธิสัญญาบาเซล ที่ป้องกันไม่ให้ผู้ส่งออกส่งขยะมาทิ้งในประเทศกำลังพัฒนาทั่วไป โดยเศษเหล่านี้จะถูก ถอด แยกชิ้นส่วนเพื่อดึงโลหะที่มีค่าออกมา เช่น เงิน ทอง ทองแดง สังกะสี แทนทาลัม เหล่านี้จะเป็นเศษ ซากที่มีค่า และแบบเป็นกลุ่ม PCB (พรินต์เซอร์กิตบอร์ด) พวกที่ไม่ใช่พลาสติกและไม่มีโลหะผสมนำไปใช้ต่อไม่ค่อยได้ เหล่านี้จะมีราว 15% ที่ถูกฝั่งกลบ ถูกทำลาย

ส่วนที่เข้ามาเป็นตู้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้แล้วนำเข้ามา เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร ใช้แล้วเอามาใช้ต่อ และมีการปรับเปลี่ยน ซ่อมปรับปรุงชิ้นส่วนที่หมดอายุปรับปรุงให้ใหม่ขึ้นเพื่อนำไปใช้ต่อได้อีก ซึ่งตรงนี้จะมีมากพอสมควร และไม่เกี่ยวกับสนธิสัญญาบาเซลแต่ขึ้นอยู่กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมควบคุม จะมีการนำเข้ามาประมาณ 60,000 ตัน ไม่รวมที่แจ้งเท็จ แต่ที่เป็นขยะที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นขยะจากบ้านต่างๆ ที่ช่วยกันทิ้ง หรือของเก่าที่เป็นซากโลหะ ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์เก่าๆ โดยคนไทยก่อให้เกิดซากนี้ ปีละ 400,000 ตัน ในจำนวนนี้ 200,000 ตัน เอามาเข้าสู่ขบวนการคัดแยกเศษต่างๆ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะควบคุมตรงนี้ อีก 100,000 ตันเก็บไว้ที่บ้านแต่ไม่ได้ใช้แล้ว และอีก 100,000 ตันเอาไปฝั่งกลบ

81733DD6841B42C7BA71FFA8A3A82CA0

ส่วนที่ 2 ซากพลาสติก จะมีโควตานำเข้า 200,000 ตันต่อปี ปีนี้เข้ามาแล้ว 120,000 ตัน ปกติเราจะให้นำเข้ามาเป็นเศษขนาดเล็กคือ สับมาเรียบร้อยแล้ว ล้างมาแล้ว แต่ตอนหลังมีการผ่อนปรนโดยอนุญาตให้นำเข้าเป็นขวดเข้ามาได้ เป็นขวดเพ็ต

“เศษ พลาสติก หรือขยะพลาสติกเกิดขึ้นในประเทศ ถ้าเป็นตัวเลขจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าปีหนึ่งคนไทยใช้และทิ้งพลาสติกประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แยกเป็น 500,000 ตันเข้าสู่ระบบที่เรียกว่ารีไซเคิล อีก 300,000 ตันนำไปรียูสเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องรีไซเคิลใหม่ และอีก 1.20 ล้านตันนำไปฝั่งกลบ เพราะไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้”

ส่วนที่ 3 อื่นๆ เช่น หม้อ แปลงเก่า เศษเหล็ก สายไฟเก่า ทองแดง ที่นำเข้ามาและไม่ได้ขออนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมแต่ต้องผ่านการตรวจสอบของกรมศุลกากร

ถือเป็นภารกิจท้าทายการทำงานของคณะทำงาน ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาดูแลปัญหาขยะ ไล่ไปตั้งแต่กระทรวงทรัพย์ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมศุลกากร ที่จะร่วมกันดูแลภาพใหญ่ทั้งหมดโดยเฉพาะ การตรวจสอบกันตั้งแต่เปิดตู้คอนเทนเนอร์ สำรวจปริมาณว่าตรงตามที่ระบุนำเข้าตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ตลอดจนเส้นทางเดินรถขนส่งไปยังปลายทาง จากนั้นจะต้องติดตามต่อว่าโรงงานนี้หลังจากที่รีไซเคิลแล้วมีออกจากโรงงานไปยังปลายทางเท่าไหร่ และฝั่งกลบเท่าไหร่ เพราะวันนี้สังคมให้นํ้าหนักกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นลำดับต้นๆโดยเฉพาะภัยใกล้ตัวที่เกิดจากขยะ!

หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3379 ระหว่างวันที่ 1 - 4 ก.ค. 2561