thansettakij
thansettakij
‘วงษ์พาณิชย์’ ไม่หวั่นขยะพิษ ชี้ลดใช้ทรัพยากร-เร่งขยายสาขารีไซเคิลเพิ่ม

‘วงษ์พาณิชย์’ ไม่หวั่นขยะพิษ ชี้ลดใช้ทรัพยากร-เร่งขยายสาขารีไซเคิลเพิ่ม

20 มิ.ย. 61 | 06:04 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มิ.ย. 61 | 13:04 น.
“วงษ์พาณิชย์” ประกาศจุดยืนปีนี้จะขยายธุรกิจรีไซเคิลครบ 1,700 สาขาในประเทศไทย ยํ้าต้องการลดการใช้ทรัพยากรใหม่ในประเทศ ลั่นอย่ามองกากอุตสาหกรรมเป็นภาพสยองชี้ขยะพลิกเป็นทองคำมูลค่ามหาศาล   ทั่วโลกมองว่าซากขยะที่มีประโยชน์คือเหมืองแร่บนดิน

นายสมไทย วงษ์เจริญ  ประธานกรรมการ โรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์  เจ้าของธุรกิจรีไซเคิลขยะรายใหญ่ในประเทศ  เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การทำธุรกิจของวงษ์พาณิชย์ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะเราขายทรัพยากรที่ตลาดโลกขาดแคลนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก พลาสติก หรือกระดาษ โดยเก็บขยะมาจัดการ ช่วยให้ประหยัด อย่างกระดาษเดิมต้องตัดต้นไม้ แต่เราเก็บขยะมารีไซเคิล ซึ่งปัจจุบันทุกอุตสาหกรรม ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน ทำให้ธุรกิจขยะรีไซเคิลในแต่ละปี จะเติบโตมากตามปริมาณประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น

[caption id="attachment_290114" align="aligncenter" width="335"] สมไทย วงษ์เจริญ สมไทย วงษ์เจริญ[/caption]

ดังนั้นในปีนี้จึงเป็นปีที่บริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสาขาในรูปของแฟรนไชส์ให้ครบจำนวน 1,700 สาขาทั่วประเทศ โดยจะทำให้วงษ์พาณิชย์ มีซากขยะเข้ามารวมทั้งหมดราว 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งขณะนี้เฉพาะในประเทศไทย มีสาขาแล้วทั้งสิ้น 1,681 สาขา ยังไม่รวมในประเทศต่างๆ อีกราว 17 สาขาที่กระจายอยู่ในสหรัฐ อเมริกา ญี่ปุ่น สปป.ลาว เมียน มา มาเลเซียและกัมพูชา ซึ่งขณะนี้หลายประเทศ เช่นญี่ปุ่นก็เข้ามาปักธงเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Waste ในไทย

“ความจริงแล้วโลกใบนี้ไม่มีขยะ ทั่วโลกมองว่าขยะที่มีประโยชน์คือเหมืองแร่บนดิน สามารถพลิกเป็นเงินได้  ซึ่งเวลานี้เสกขยะเป็นทองคำได้มูลค่านับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  หากคำนวณจากประชากรโลกที่มีอยู่ เพราะคนต้องใช้รถยนต์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิด ต่างๆจำนวนมาก ต่อคนหรือต่อครัวเรือนขยายตัว ของเหล่านี้มีอายุการใช้งานจะ

นำไปทิ้งที่ไหน ก็ต้องมาเข้าสู่ระบบ  ถ้าคัดแยกหรือนำไปรีไซเคิลถูกวิธีล้วนเกิดประ โยชน์ทั้งสิ้น แต่กลายเป็นว่าเวลานี้คนไทยกลับมองว่า ขยะเป็นเรื่องสยดสยอง ผมเกรงว่าเราจะเสียโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรม 4.0 เพราะธุรกิจนี้เป็นการลดการใช้ทรัพยากรใหม่เพราะเรานำทรัพยากรเก่ามาใช้ใหม่ถือเป็นเรื่องดีต่อประเทศ”

14980701_223527504734685_6269590390328171902_n
สำหรับการมองภาพรวมซากหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศนั้น  อยากให้มองก่อนว่าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศในอดีต เป็นขยะอันตรายค่อนข้างมาก เพราะในอดีตแผงวงจรไฟฟ้า ที่เป็นส่วนประกอบในคอมพิวเตอร์เมื่อ 10 ปีก่อน มีการเชื่อมบัดกรีด้วยสารตะกั่ว ซึ่งเป็นสารอันตราย  ถ้าทิ้งผิดที่หรือทิ้งในแหล่งนํ้า ก็จะซึมลงชั้นบาดาลมีอันตราย แต่ปัจจุบันวิธีผลิตแบบนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยจะเชื่อมด้วยสารตัวใหม่ บนพื้นฐานแนวคิด อีโคดีไซน์ และมีการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) โดยไม่สร้างอันตรายใดๆ ตลอดชีวิต

ส่วนการเคลื่อนย้ายซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะเคลื่อนย้ายได้ต้องอยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตนำเข้าของเสียเคมีวัตถุภายใต้อนุสัญญาบาเซล ที่มีกระบวนการตั้งแต่การพิจารณาคำขอ คำยินยอมจากรัฐบาล หรือหน่วยงานรัฐจากประเทศต้นทาง จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความพร้อมในด้านที่จัดเก็บ แผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย กระบวนการผลิต ฯลฯ ของโรงงานผู้นำเข้า
14980560_223528254734610_86950873026709522_n ตามด้วยการยืนยันตอบรับหรือปฏิเสธไปยังประเทศต้นทาง และหากได้รับการยินยอมแล้ว จะพิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้าและขึ้นทะเบียน โดยขั้นตอนสุดท้ายผู้นำเข้าจะต้องแจ้งยอดการนำเข้าให้กับทางหน่วยงานที่ดูแลกำกับได้รับทราบทุกครั้ง ซึ่งปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์น่าจะมาจากที่การปฏิบัติไม่ถูกวิธี

อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวมองว่า การ E-WASTE ที่อันตราย กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว ปัญหาต่างๆ ในอดีตกำลังจะคลี่คลายด้วยกระบวนการจัดการรีไซเคิลที่ทันสมัยบนพื้นฐานความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภคและผู้รีไซเคิลขั้นสุดท้าย ซึ่งปัจจุบันมีขยะหลายชนิดที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล

| เชกชั่น : การค้า-การลงทุน
| หน้า 8หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
| ปีที่ 38 ฉบับ 3,375 วันที่ 17-20 มิถุนายน 2561
e-book-1-503x62