

KEY
POINTS
องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินงานผลิตภัณฑ์นมแบรนด์ “ไทย-เดนมาร์ค” ถือเป็นอีกองค์หนึ่งที่มีความพยายามผลักดันองค์กรเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และรับมือกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) พร้อมตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
สะท้อนจากล่าสุดได้ยื่นข้อเสนอโครงการจัดตั้งศูนย์ต้นแบบระบบผลิตไฮโดรเจนสีเขียว จากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการผลิตนมคาร์บอนตํ่า ของโรงงานผลิตภัณฑ์นม อ.ส.ค. อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มายังคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้พิจารณา เพื่อขอรับการสนับสนุนภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 440 ล้านบาท
รายงานจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดตั้งศูนย์ต้นแบบระบบผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV–Electrolysis) ในพื้นที่ อ.ส.ค. โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนแรกระบบผลิตพลังงานหมุนเวียนต้นทาง โดยทำการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV) ขนาดกำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ (MW) บริเวณพื้นที่ของ อ.ส.ค. พร้อมติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ( EMS) เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสะอาด 100 % สำหรับป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตไฮโดรเจน ทำให้มั่นใจได้ว่าไฮโดรเจนที่ผลิตได้มีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตํ่าตั้งแต่ต้นทาง
ส่วนที่ 2 เป็นระบบผลิตและกักเก็บไฮโดรเจนสีเขียว โดยเลือกใช้เทคโนโลยีเครื่องแยกนํ้าด้วยไฟฟ้าประเภท Solid Oxide Electrolyzer Cell (SOEC) ขนาด 350 กิโลวัตต์ (kW) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงที่สุดในปัจจุบัน ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าระบบ PEM และ Alkaline ในการผลิตไฮโดรเจน 1 กิโลกรัม คาดว่าจะสามารถผลิตก๊าซไฮโดรเจนสีเขียวที่มีความบริสุทธิ์สูงได้ไม่น้อยกว่า 240 กิโลกรัมต่อวัน จากนั้นไฮโดรเจนจะถูกส่งผ่านระบบบีบอัดความดันสูงแบบหลายขั้นตอน เพื่อเพิ่มความดันเป็น 350-700 บาร์ ก่อนนำไปจัดเก็บในถังกักเก็บแรงดันสูงที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ควบคู่กับการติดตั้งระบบบำบัดและจัดการนํ้าสำหรับกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสขนาด 2,500 ลิตรต่อวัน
ส่วนที่ 3 เป็นการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและระบบขนส่งสีเขียว ซึ่งเป็นการนำไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตได้ไปใช้งานจริงใน 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบขนส่งไฮโดรเจน ด้วยการจัดตั้งสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน 1 สถานี และนำร่องสาธิตการใช้งานรถบรรทุกขนส่งนํ้านมดิบพลังงานไฮโดรเจน (HFCV) จำนวน 2 คัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการนำยานยนต์ไฮโดรเจน มาใช้ทดแทนรถบรรทุกนํ้ามันดีเซล ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการพิสูจน์ในระดับพาณิชย์แล้วในประเทศเยอรมนี เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าใกล้ศูนย์และช่วยลดมลพิษ PM 2.5
การจัดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 3 หัวชาร์จ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 500 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยใช้ไฟฟ้าสะอาดจากโซลาร์เซลล์ และระบบเซลล์เชื้อเพลิงเป็นแหล่งพลังงานหลัก รวมถึงระบบผลิตไฟฟ้าสะอาดด้วย Reversible Solid Oxide Fuel Cell (rSOFC) ขนาด 350 กิโลวัตต์ เพื่อนำไฮโดรเจนมาผลิตกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าสะอาด ใช้นำร่องในอาคารของ อ.ส.ค. มุ่งสู่การเป็นอาคารพลังงานเป็นศูนย์ต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย
นอกจากนี้ยังมีการนำไฮโดรเจนไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในหม้อไอนํ้าผ่านการดัดแปลงหัวเผา (Burner Retrofit) ในโครงการต้นแบบหม้อไอนํ้าเชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสม (Hydrogen Mix Boiler) จำนวน 1 ระบบ เพื่อลดการใช้ก๊าซ LPG และนํ้ามันเตาในกระบวนการแปรรูปนม
อ.ส.ค.ประเมินผลประโยชน์ที่จะได้จากโครงการนี้ จะสามารถผลิตไฮโดรเจนสะอาดได้เองภายในประเทศ นำไปทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในหม้อไอนํ้าและการขนส่ง จากการใช้รถบรรทุกนมพลังงานไฮโดรเจนปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเครื่องยนต์ดีเซลถึง 95% และช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในภาคขนส่งลงได้ 20% เมื่อเทียบกับราคานํ้ามันดีเซลปัจจุบัน
อีกทั้ง ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การบูรณาการระบบ rSOFC จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งแบบเดิมได้รวม 60,000,000 -75,000,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ตลอดอายุการใช้งาน หรือเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 26,000 ตัน ขณะที่การปรับเปลี่ยนเฉพาะหัวเผาหม้อไอนํ้า (Burner Retrofit) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์เดิมโดยไม่ต้องสร้างโรงงานใหม่
รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการ จะสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ที่ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตไม่น้อยกว่า 2,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เพิ่มโอกาสส่งออกนมคาร์บอนตํ่าไปยังตลาดที่มีมาตรการ CBAM และ เมื่อประเมินมูลค่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสีเขียวในภาพรวมตลอดอายุโครงการ ทั้งจากการประหยัดค่าไฟฟ้า สายส่ง การประหยัดนํ้ามันดีเซลในภาคขนส่ง และมูลค่าคาร์บอนเครดิต คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 378.10 ล้านบาท
ข่าวที่เกี่ยวข้อง