“เบนซ์” โละจุดชาร์จไฟฟ้าตามห้าง เล็งผลิต Mercedes Benz EQS ปี 2564

07 ก.ค. 2563 | 09:20 น.

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยืนยันผลิต “อีวี” รุ่นใหม่ในไทยปี 2564 คาดเป็นรุ่น Mercedes Benz EQS หลังพับแผน Mercedes Benz EQC พร้อมแจกฟรี Wallbox 100 ชุด ให้หน่วยงานราชการ-เอกชนไปทำสถานีชาร์จ ทั่วกรุงเทพ แต่เตรียมยกเลิกจุดจอดชาร์จตามห้างสรรพสินค้า

ตามที่ “ฐานยานยนต์” เคยนำเสนอข่าว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยกเลิกแผนผลิตและทำตลาด Mercedes Benz EQC ในไทย จากที่เตรียมนำเข้ามาก่อนจำนวนหนึ่ง จากนั้นจะเริ่มผลิตในปี 2564 โดยตั้ง 4 ดีลเลอร์ เข้ามาดูการขาย และบริการหลังการขายในช่วงแรก

สุดท้ายแผน Mercedes Benz EQC  เอสยูวี พลังงานไฟฟ้า 100% จำเป็นต้องยกเลิกไป ส่วนหนึ่งเพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนไม่สามารถเปิดตัวรถได้ตามกำหนดเดิม ดังนั้นเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จึงมองว่า การขยับแผนออกไปถึง 2-3 ครั้ง (จริงๆ ต้องทำตลาดตั้งแต่ปลายปี 2562) ล่าช้าเกินไป เมื่อเทียบกับอายุการทำตลาดของรถโมเดลนี้ และเทคโนโลยีใหม่ๆที่กำลังจะตามมา

โรลันด์ โฟลเกอร์ เผยแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes Benz EQ ในไทย

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลงทุนร่วมกับธนบุรีประกอบรถยนต์ ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทั้ง ปลั๊ก-อินไฮบริด และอีวี รวมถึงตั้งโรงงานแบตเตอรี่ในไทย ซึ่งเดิมโรงงานประกอบแบตเตอรี่ลีเทียมไอออน แห่งนี้ จะต้องทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเดือนมีนาคม 2563 แต่จำเป็นต้องเลื่อนออกไป และยังไม่กำหนดช่วงเวลาใหม่ เนื่องจากผู้บริหารจากเยอรมนี อาจจะติดขัดเรื่องการเดินทางเข้าประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผลผลิตจากโรงงานประกอบแบตเตอรี่ของพันธมิตร บริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ได้ออกมาใช้กับรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด หลายรุ่นแล้วและผู้บริหารเมอร์เซเดส เบนซ์ ประเทศไทย ยืนยันว่า แบตเตอรี่จากโรงงานแห่งนี้ จะรองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่เตรียมผลิตปลายปี 2021 ด้วย

นายโรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เหมือนอกหักที่บริษัทไม่ได้ทำ EQC ในเมืองไทย ซึ่งจะเป็นประเทศที่ 3 นอกเหนือจากเยอรมนี และจีน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะเลิกแผนการผลิตอีวีในไทย

“เรามีความตั้งใจนำเสนอรถพลังงานไฟฟ้า 100% ในไทย และวางให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค (HUB) ส่วนประเด็นโควต้านำเข้าโดยไม่เสียภาษีนำเข้า ตามเงื่อนไขของบีโอไอ ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับเราแล้ว (บีโอไอ ให้สิทธิ์นำเข้า อีวี ภายใต้เงื่อนไขนี้จำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของเมอร์เซเดส-เบนซ์) เพราะเดือนมกราคมที่ผ่านมา เราตัดสินใจนำเข้า และมีแผนผลิต EQC ปีหน้า แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทำให้เราต้องปรับแผนใหม่”

บริษัทต้องดูสถานการณ์ต่างๆ พิจารณาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อกำลังซื้อ รวมถึงนโยบายรัฐบาล ว่าการเปิดตัวจะมีความเสี่ยงไหม หรือเกิดความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยงไปเรื่อยๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่หวังว่า อีวีรุ่นใหม่ ที่เตรียมผลิตในไทยจะมาทันภายในปี 2021

“เรายังมุ่งมั่นนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ที่เพิ่งเริ่มประกอบที่โรงงานในไทย จะรองรับรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด และ อีวี ในอนาคต” นายโฟลเกอร์ กล่าว

Mercedes Benz EQS ตัวต้นแบบ

ทั้งนี้ ประธานบริหารเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ไม่เปิดเผยว่า อีวีรุ่นใหม่ที่เตรียมประกอบในไทยจะเป็นรุ่นอะไร แต่ยํ้าว่า สเปกแบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาในรถพลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้ จะวิ่งได้ไกลกว่า EQC แน่นอน(มากกว่า 400 กม.)

สำหรับการผลิตอีวีรุ่นใหม่ในไทย คาดว่าจะเริ่มปลายปี 2564 โดยมีโอกาสสูงที่จะเป็นรุ่น EQS ซีดานหรูรุ่นใหญ่ ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งรถวิ่งได้ระยะทางกว่า 700 กม.ซึ่งรถต้นแบบ Vision EQS เผยโฉมครั้งแรกในงานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์โชว์ 2019 ส่วนโปรดักต์ชันคาร์ยังไม่เปิดตัวในตลาดโลก

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังส่งเสริมให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานเรื่องจุดชาร์จไฟฟ้า สำหรับรถปลั๊ก-อินไฮบริด และอีวี ด้วยการสนับสนุน Wallbox ให้กับพันธมิตร (หน่วยงานราชการ, เอกชน) 100 ชุด เพื่อทำเป็นสถานีชาร์จรองรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ แต่ในส่วนจุดชาร์จ-ที่จอดพิเศษ ตามห้างสรรพสินค้า จะทยอยถอนออกไป

“ภายใต้โครงการ Charge to Change เราจะประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันให้กรุงเทพเป็นฮับของการเดินทางด้วยรถยนต์พลังงานสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอนาคต” นายโฟลเกอร์ กล่าวสรุป 

ดังนั้น การพับแผน  Mercedes Benz EQC ไม่หมายความว่า เจ้าพ่อรถหรูจะเลิกการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในไทย ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะได้เห็นซีดานรุ่นใหญ่ Mercedes Benz EQS หรือ เอส-คลาส เวอร์ชัน อีวี แทน (  Mercedes Benz S-Class EV )

 

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,589 วันที่ 5 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563