25 มิถุนายน 2021

เปิด"ผลข้างเคียง"หลัง"ฉีดวัคซีนซิโนแวค"กับ"แอสตร้าเซนเนก้า"แตกต่างกันอย่างไร

11 Jun 2021 15:08 น.
อ่าน 24,125 ครั้ง

เปิด"ผลข้างเคียง"หลัง"ฉีดวัคซีนซิโนแวค"กับ"แอสตร้าเซนเนก้า"แตกต่างกันอย่างไร

เปิด"ผลข้างเคียง"-อาการไม่พึงประสงค์ หลัง"ฉีดวัคซีนซิโนแวค" กับ "แอสตร้าเซนเนก้า" อาการแตกต่างกันหรือไม่ ต้องเตรียมรับมืออย่างไร ย้ำไม่ว่าจะเป็นวัคซีนกลุ่ม virus Vector หรือ mRNA จะมีอาการข้างเคียงได้มากกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตาย


นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก"โฆษกกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข" โดยมีเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีนโควิดของซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า ว่ามีอะไรบ้าง พร้อมเผยผลการศึกษาของวัคซีนที่ไทยนำมาฉีดว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร  และทิ้งท้ายว่าไทยเร่งให้วัคซีนเข็มแรกภายใน 16 สัปดาห์ เพื่อควบคุมการระบาดให้เร็วที่สุด


สำหรับเนื้อหารายละเอียดของข้อความที่โพสต์ทั้งหมดมีดังนี้ 


“ความจริง...เปรียบเทียบเหตุการณ์/อาการไม่พึงประสงค์ วัคซีน Sinovac กับ AstraZeneca ต่างกันชัดเจน แต่ทั้งคู่ มีความปลอดภัย และประสิทธิผล”...ครับ


1) ในช่วงต้นการฉีดวัคซีน วัคซีนที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็น Sinovac และในผู้สูงอายุ จะใช้ AstraZeneca


ขณะนี้การใช้วัคซีนส่วนใหญ่ จะเป็น AstraZeneca เป็นหลักและจะต้องมีการใช้ต่อไปอีกเป็นจำนวนมาก


• ผลการศึกษา การฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิด ในทุกอายุตั้งแต่อายุ  18 ปีขึ้นไป พบว่า


- วัคซีน Sinovac มีอาการข้างเคียง น้อยกว่า AstraZeneca โดยเฉพาะในเรื่องไข้ ปวดบริเวณที่ฉีด อาการปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ ปวดศีรษะ


- วัคซีน AstraZeneca จะพบว่า ในกลุ่มอายุน้อย มีอาการมากกว่าผู้สูงอายุ และผู้หญิงจะมีอาการมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเมื่อดูอาการไม่พึงประสงค์ เปรียบเทียบกับวัคซีนที่ฉีดในต่างประเทศโดยเฉพาะวัคซีนในกลุ่ม mRNA แล้วไม่ต่างกันเลย


• วัคซีน Sinovac อาการข้างเคียงดังกล่าวน้อยกว่ามาก
 



2) ผู้ที่ฉีดวัคซีน AstraZeneca ถ้ามีไข้หรือปวดศีรษะ ท้องเสียอาเจียน ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายไข้หวัดใหญ่ ถือเป็นอาการที่พบได้ หลังการฉีดวัคซีน 


• ดังนั้น หลังฉีดเมื่อกลับไปถึงบ้านถ้ามีอาการดังกล่าว รับประทานยาพาราเซตามอลได้เลย ไม่ต้องรอให้ไข้ขึ้นสูง หรือปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว และสามารถทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง อาการดังกล่าวจะอยู่ประมาณ 1-2 วัน ก็จะหายเป็นปกติ


• กรณีอาการมาก เช่นไข้สูงติดต่อกันหลายวัน หรือสูงมาก ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และรับประทานยาแล้วไม่หาย ก็ควรจะปรึกษาแพทย์


3) ขอสร้างความเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่เกิดวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนในกลุ่ม virus Vector  หรือ mRNA วัคซีนจะมีอาการข้างเคียงได้มากกว่าวัคซีนชนิดเชื้อตาย ตามหลักฐานเชิงประจักษ์
 


4) ผลการศึกษาในการวิจัยทางคลินิก เดิมระยะห่างการให้วัคซีน AstraZeneca อยู่ที่ 4 สัปดาห์ เมื่อทำการศึกษาระยะที่ 3 ผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกันมากกว่า 6 สัปดาห์ ถึง 12 สัปดาห์ ได้ผลภูมิต้านทาน และประสิทธิภาพดีกว่าผู้ที่ได้รับห่างกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์


• การใช้จริงที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงที่มีโรคระบาดมาก และวัคซีนไม่เพียงพอ อังกฤษจึงยืดระยะห่างของการให้วัคซีนเข็มที่ 2 ออกไปอีกถึง 16 สัปดาห์ เพื่อให้ประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเข็มแรกให้มากที่สุด และได้ปูพรมเข็มแรกได้กว้างที่สุดเพื่อระงับการระบาด


• ผลการศึกษาในสกอตแลนด์ พบว่า การให้ AstraZeneca เพียงเข็มเดียว มีประสิทธิภาพถึง 80% การให้เข็มที่ 2 จะเพิ่มประสิทธิภาพเป็น 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เห็นว่าเข็ม 2 เพิ่มประสิทธิภาพก็จริง ถ้าเปรียบเทียบกับการปูพรมเข็มแรกให้มากที่สุดแล้วค่อยเติมเข็ม 2 น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าในการควบคุมการระบาดของโรค


• หลักของวัคซีน การทิ้งระยะห่าง ยิ่งห่างนาน ก็จะกระตุ้นภูมิต้านทานได้ดีกว่า


ดังนั้นประเทศไทยอยู่ในช่วงการระบาดขาขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ในการควบคุมโรคให้เร็วที่สุด จำเป็นที่จะต้องให้ AstraZeneca วัคซีนปูพรมในแนวกว้างให้มากที่สุดก่อน ต้องระดมทรัพยากรทั้งหมดรวมทั้งวัคซีนมาใช้ในการให้วัคซีนเข็มแรกภายใน 16 สัปดาห์ ประชากรส่วนใหญ่ทั้งประเทศก็จะได้วัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม แล้วค่อยไปเติมเข็มที่ 2 ภูมิคุ้มกันจะสูงขึ้นและอยู่นาน

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend